“แพทยศาสตร์” รีวิว 6 ปี เรียนอะไรบ้าง ใช้คะแนนอะไรบ้าง เส้นทางการเป็นหมอ

แพทยศาสตร์ 6 ปี เรียนอะไรบ้าง

วันนี้พี่เอิธ SMP NEWS จะพาน้องๆไปส่องคณะที่มีการขอกันเข้ามาเยอะมากๆ ซึ่งก็เป็นคณะยอดฮิตในกลุ่มของน้องๆที่สนใจสายวิทยาศาสตร์สุขภาพด้วยก็คือ “คณะแพทยศาสตร์” หรือที่เรียกกันง่ายๆว่า “หมอ” นั่นเอง

และส่องชีวิตการเรียนหมอ แบบเปิดหมดไม่มีกั๊ก พร้อมกับเทคนิคการเตรียมตัวสอบอีกมากมาย กับ “พี่พิม” รุ่นพี่คณะแพทยศาสตร์คนเก่งของเรานะคะ น้องๆพร้อมกันรึยังเอ่ย?  ถ้าพร้อมแล้ว….. ไปลุยกันเลยค่ะ^_^

รีวิว คณะแพทยศาสตร์ โดยน้องพิม

สวัสดีค่ะน้องๆทุกคน เราชื่อ “พิม” นะคะ ตอนมัธยมปลายเรียนสายวิทย์ – คณิต

ปัจจุบันกำลังศึกษา คณะแพทยศาสตร์ ชั้นปีที่ 4 มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงค่ะ

เรียนหมอกี่ปี แต่ละปี เรียนอะไรบ้าง ?

หมอจะเรียนทั้งหมด 6 ปี เราขอแบ่งออกเป็น 2 ส่วนนะคะ ก็คือ ปี 1-3 เรียนในห้องเรียน และ ปี 4-6 เรียนในโรงพยาบาลค่ะ 

โดยปีแรกจะเรียนเกี่ยวกับวิชากลุ่มวิทยาศาสตร์พื้นฐาน เช่น เคมี ฟิสิกส์ ชีวะ รวมถึงวิชาภาษาอังกฤษ และภาษาไทย โดยเราจะมาเริ่มเนื้อหาแพทย์ตอนปี 2 เป็นต้นไป ซึ่งก็จะขึ้นอยู่กับหลักสูตรของแต่ละมหาวิทยาลัยด้วยนะคะ อย่างของเราเรียนมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ปี 2 จะเรียนเกี่ยวกับ ความปกติของร่างกาย ศึกษาว่าร่างกายของเรามีระบบอะไรบ้าง มีการทำงานอย่างไร ซึ่งก็จะได้ไปเรียนกับอาจารย์ใหญ่จริงๆเลยค่ะ 

ส่วนปีที่ 3 เราจะเรียนเกี่ยวกับความผิดปกติของร่างกาย โดยจะ เรียนรู้ว่า เมื่อร่างกายของเราเกิดโรคต่างๆแล้วจะเป็นอย่างไร มีอาการอย่างไรบ้าง เชื้ออะไรที่จะก่อให้เกิดโรคนั้นๆ และมียาอะไรที่ใช้ในการรักษาได้บ้าง เป็นต้น 

และในปีที่ 4-6 จะเป็นการใช้ชีวิตในโรงพยาบาลเลยค่ะ หรือที่เรียกกันว่า ชั้นคลินิก โดยปีที่ 4 เราจะเริ่มได้เรียนรู้จากคนไข้จริงๆแล้วนะคะ มีทั้งการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และเขียนรายงานส่งเกี่ยวกับโรคที่เราตรวจเจอ ส่วนชั้นปีที่ 5 จะเรียนในหัวข้อวิชาการต่างๆที่หลากหลายมากขึ้น 

และปีสุดท้ายอย่างปีที่ 6 เราจะต้องดูแลคนไข้ทุกอย่างตั้งแต่ การซักประวัติ ตรวจร่างกาย การดูแลรักษา การสั่งยาต่างๆ หรือบางคนก็อาจจะได้เข้าห้องผ่าตัดด้วยนะคะ โดยเราจะเรียก นักศึกษาแพทย์ปี 6 ว่า ‘พี่ Extern’ ซึ่งเปรียบเสมือนว่าพี่เขาเป็นหมอคนหนึ่งเลยละค่ะ

นักศึกษาแพทย์ แบ่งวอร์ดตอนไหน ?

อย่างของเราจะเริ่มตั้งแต่ปี 4-6 เลยค่ะ เป็นการเรียนรู้การใช้ชีวิตอยู่ในโรงพยาบาลต่างๆ ซึ่งวอร์ดหลักๆที่เราเรียนตอนปีที่ 4 ก็จะแบ่งเป็น 4 วอร์ด โดยเขาจะเรียกย่อกันว่า ‘สู ศัลย์ เมด เด็ก’ นั่นเองค่ะ

‘สู’ ก็คือ สูตินรีเวช เป็นวอร์ดเกี่ยวกับเด็ก การคลอดและการมีบุตร รวมถึงการตรวจภายใน

‘ศัลย์’  ก็คือ ศัลยกรรม เป็นวอร์ดที่เกี่ยวกับการผ่าตัดต่างๆ 

‘เมด’ (ย่อมาจาก Medicine)  ก็คือ อายุรกรรม โดยจะวิเคราะห์อาการและรักษาผู้ป่วยโดยใช้ยา

‘เด็ก’ ก็คือ กุมารเวช จะเป็นวอร์ดที่เกี่ยวกับ เด็กทารกจนไปถึงเด็กวัยรุ่น ส่วนใหญ่จะเป็นการพัฒนาต่างๆ หรือปัญหาที่พบเจอได้ในวัยนั้นๆ

ส่วนปีที่ 5 ก็จะเป็นวอร์ดยิบย่อยเป็นต้นไป เช่น วอร์ดกระดูก วอร์ดผ่าตัดศัลยกรรมพลาสติกต่างๆ และปีที่ 6 ก็จะวนเป็น ‘สู ศัลย์ เมด เด็ก’ อีกรอบค่ะ

เรียนหมอ ต้องเก่งวิชาอะไร? ไม่เก่งเรียนได้ไหม?

สำหรับน้องๆที่อยากเป็นหมอ วิชาพื้นฐานสำคัญที่จะต้องมีเลยนะคะ คือ ชีววิทยา เพราะในการเรียนแพทย์จริงๆ เนื้อหาจะอัพเกรดมากขึ้นกว่าตอนมัธยมปลายเยอะเลยค่ะ และอีกวิชาที่สำคัญมากๆเลย คือ ภาษาอังกฤษ  เพราะในการอ่านหนังสือสอบ การทำรายงานส่งอาจารย์  เราก็จะต้องอ้างอิงเอกสารที่เป็นภาษาอังกฤษทั้งหมดเลย รวมถึงการสอบต่างๆก็เป็นภาษาอังกฤษเกือบทั้งหมดด้วยนะคะ ดังนั้นถ้าเรามีพื้นฐานที่แน่นก็จะช่วยในการเรียนได้ดีและเข้าใจเนื้อหาได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้นนั่นเองค่ะ

ส่วนวิชาอื่นๆ ตอนปี 1 เราจะได้เรียนทั้งหมดอยู่แล้ว ซี่งก็จะมีการเรียนพื้นฐานของมัธยมปลายเป็นหลักเลย แต่พอเราเรียนในชั้นสูงขึ้นมาเรื่อยๆ ฟิสิกส์จะไม่ค่อยได้ใช้เท่าไรนะคะ  คณิตศาสตร์อาจจะมีใช้บ้างเล็กน้อย ในส่วนของสูตรการคำนวณต่างๆ ที่เราอาจจะไม่เคยเจอมาก่อน เช่น พวก diff ไม่เจอเลยค่ะ ส่วนเคมี ยังจำเป็นต้องใช้เพราะเราต้องเรียนในส่วนของยาว่า ยามีโครงสร้างอย่างไร ยาเจอกับภาวะกรดเบสในกระเพาะแล้วจะเป็นอย่างไร เป็นต้น

นักศึกษาแพทย์ รีวิว การเรียน 6 ปี

สอบเข้าคณะแพทย์ ใช้คะแนนอะไรบ้าง ?

เราเป็น Dek61 นะคะ ตอนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยจะมีด้วยกันทั้งหมด 5 รอบ คือ Portfolio , Quota , รับตรงร่วมกัน , Admission และ รอบ Direct Admission ค่ะ ส่วนตัวเราจะติดเป็นรอบที่ 3 กสพท นะคะ

พี่เอิธขอเสริมนิดนึงนะคะ สำหรับน้องๆ Dek66 จะมี 4 รอบ คือ Portfolio , Quota , Admission (ซึ่ง กสพท จะถูกจัดให้อยู่ในรอบนี้) และ Direct Admission ดังนั้นรายละเอียดข้อมูลต่างๆน้องๆต้องติดตามประกาศเพิ่มเติมนะคะ

นักศึกษาแพทย์ สอบกันอย่างไร ?

เราขออนุญาตเล่าย้อนกลับไปตอนปี 1 ก่อนนะคะ ปี 1 จะเป็นการสอบเหมือนตอนมัธยมปลายเลยค่ะ ก็คือเรียนทีเดียวหลายๆวิชา แล้วเราก็จะสอบเป็น Midterm และ Final แต่ตอน ปี 2 เป็นต้นไป เราก็จะเรียนทีละ 1 วิชา หรือที่เขาเรียกกันว่า ‘1 บล็อค’ เพราะฉะนั้นเรียนจบ 1 วิชาเราก็จะสอบทันที เรียกว่า การสอบเป็นบล็อคๆไป แต่ถ้าวิชาไหนมีเนื้อหาเยอะ เขาก็จะแบ่งสอบเป็น ครึ่งบล็อค หรือ สอบท้ายบล็อค อะไรประมาณนี้ค่ะ

เรียนหมอ ต้องใช้ทุนไหม? ใช้ทุนกี่ปี ?

การใช้ทุนก็คือ การที่เราไปเป็นแพทย์ตามโรงพยาบาลที่เราสุ่มจับได้นั่นเอง โดยอาจจะต้องมีการสุ่มเวียนไปตามโรงพยาบาลต่างๆของแต่ละจังหวัดอีกทีนะคะ โดยในการเรียนหมอทุกคนจำเป็นต้องมีการใช้ทุน เนื่องจากจะมีการระบุในสัญญาตั้งแต่วันแรกที่เราเซ็นชื่อเข้ามาเลยค่ะ

แต่สำหรับใครที่ไม่อยากใช้ทุนเลย ก็ทำได้เหมือนกันนะคะ โดยจะต้องจ่ายเงินที่รัฐช่วยสนับสนุนค่าการเรียนต่างๆตามในสัญญาที่อยู่ในตอนแรกเช่นเดียวกัน ซึ่งปกติจะมีการใช้ทุนทั้งหมด 3 ปี แต่สำหรับคนที่อยากเรียนต่อทันที ก็จะสามารถเลือกได้ค่ะ เช่น วอร์ดศัลยกรรม ต้องการแพทย์เร็ว เขาก็จะลดการใช้ทุนของเรา และถ้าจะเรียนต่อเป็นศัลยแพทย์เลย เขาจะให้ใช้ทุนแค่ 1-2 ปี จากปกติ 3 ปีค่ะ

หมอ ต้องสอบใบประกอบไหม ?

ในการเรียนคณะแพทย์นั้น จะมีการสอบใบประกอบทั้งหมด 3 ครั้งค่ะ เขาเรียกการสอบนี้ว่า ‘National License (NL)’ การสอบนี้ก็จะแบ่งออกเป็น 

NL1 : จะสอบในช่วงหลังจบปี 3 

NL2 : จะสอบในช่วงของปี 5 

NL3 : จะสอบในช่วงปี 6  

ซึ่งเราจำเป็นต้องสอบให้ผ่านทุกตัวนะคะ แต่ถ้าสอบไม่ผ่าน สามารถเรียนแพทย์พร้อมกับสอบใหม่ไปด้วยในแต่ละชั้นปีได้ค่ะ และเราขอเสริมเพิ่มเติมว่า การสอบ NL จะเป็นข้อสอบกลาง โดยจะเน้นการสอบเป็นภาษาอังกฤษเป็นหลักนะคะ ซึ่งการสอบจะเป็นข้อกาและโจทย์ภาษาอังกฤษทั้งหมดเลยค่ะ

หมอเรียนหนักไหม มีเทคนิคการเรียนอย่างไรบ้าง ?

ถามว่าหนักไหม ตอบเลยว่า หนักค่ะ เพราะเป็นเนื้อหาใหม่ที่เราไม่เคยรู้มาก่อน แล้วก็มีเวลาในการศึกษาค่อนข้างน้อยเลย อีกอย่างคือ แต่ละบล็อคที่เราเรียนก็จะมีเวลาเพียง 3-4 อาทิตย์เท่านั้น โดยเฉพาะในอาทิตย์ช่วงสอบ จะต้องอ่านหนังสือกันหนักมากๆเลยค่ะ

ส่วนเทคนิคในการเรียน เราจะต้องหาวิธีการเรียนรู้ของเราให้เจอค่ะว่า เราถนัดแบบไหน เช่น การอ่านในใจ การอ่านออกเสียง  การดูภาพ การติวกับเพื่อน การเขียน short note หรือการวาดภาพด้วยตนเอง ถ้าเรารู้วิธีในการเรียนรู้ จดจำ และทำความเข้าใจของเราเจอแล้ว ก็จะช่วยให้การอ่านหนังสือของเรามีประสิทธิภาพมากขึ้น และช่วยลดระยะเวลาในอ่านของเราอีกด้วยนะคะ หลังจากนั้นให้เรามาจัดตารางชีวิตตัวเองก่อนว่า วันนี้เรียนจบมาแล้ว เราควรทบทวนบทไหนถึงจะเพียงพอ โดยเราก็จะต้องบาลานซ์ชีวิตให้ดี อย่าละเลยการพักผ่อนให้เพียงพอและออกไปหาความสุขให้กับตัวเองด้วยนะคะ เช่น ออกไปกินข้าว ไปเที่ยวกับเพื่อนบ้าง

แพทยศาสตร์ เรียนอะไรบ้าง

เริ่มต้น ค้นหาตัวเองเจอได้ยังไง?

หลายๆคนอาจจะบอกว่า อยากเป็นแพทย์ เพราะอยากรักษาคน ซึ่งจริงๆคำตอบนี้ไม่ใช่คำตอบที่สวยหรูนะ มันเป็นคำตอบจริงๆ เรียกได้ว่าเป็นแก่นของการเป็นแพทย์เลยหละค่ะ

ซึ่งของเราเกิดจากตอนเด็กๆ คือ เราเจอเพื่อนที่วิ่งเล่นด้วยกันแล้วตะปูตำเท้า แล้วตอนนั้น เราไม่รู้จะทำยังไง ไม่มีความรู้อะไรสักอย่าง ช่วยอะไรเพื่อนก็ไม่ได้ เราก็เลยรู้สึกว่า ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้เราต้องเรียนรู้และหาวิธีช่วยคนอื่นยังไง ทำให้เรารู้สึกว่า อยากจะช่วย อยากจะรักษาเขาให้ได้ มันก็เลยเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราอยากที่จะมีความรู้ด้านนี้จริงๆ และสามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้จริงๆ ไม่ใช่แค่หาข้อมูลจากเว็บไซต์ทั่วไป ก็เลยตัดสินใจเลือกมาเรียนแพทย์ค่ะ

เทคนิคการเตรียมตัวสอบเข้า คณะแพทย์

เราเริ่มต้นตอนมัธยมปลาย ช่วงประมาณ ม.5 ก็เริ่มรู้ตัวเองแล้วว่า อยากมาทางสายแพทย์แน่ๆ ก็เลยเริ่มหาที่เรียนพิเศษ ถามเพื่อนๆว่าที่ไหนดีบ้าง จากนั้นก็ลองทดลองเรียนคอร์สดูก่อนว่าตรงกับสไตล์ของตัวเองไหม อย่าไปเรียนตามคนอื่นอย่างเดียวนะคะ  เราต้องดูด้วยว่า มันเหมาะกับเราไหม เราเรียนแล้วรู้เรื่องหรือเปล่า

ต่อมาที่การทำข้อสอบเก่าค่ะ อันนี้สำคัญมากๆ เพราะการทำข้อสอบเก่าจะช่วยให้เรารู้แนวโจทย์ต่างๆมากขึ้น ทำให้รู้ว่า บางหัวข้อเราไม่จำเป็นต้องลงเนื้อหาลึก บางหัวข้อแทบจะไม่ต้องอ่านเลยก็ได้ ซึ่งก็จะช่วยสำหรับคนที่มีเวลาอ่านน้อยได้ค่ะ โดยเราก็จะต้องโฟกัสให้ถูกจุดมากยิ่งขึ้น แล้วก็อย่ากลัวในการฝึกฝนทำข้อสอบเก่าและแบบฝึกหัดนะคะ

เราเชื่อเลยว่า หลายๆคนจะมีความไม่มั่นใจในการทำโจทย์ แต่อยากแนะนำว่า ให้เราทำให้สุดความสามารถเท่าที่เราจะทำได้ไปก่อนค่ะ แล้วค่อยไปเปิดเฉลยดูว่า เราถูกผิดแค่ไหน ทำไม่ได้อย่ามั่ว เพราะไม่อย่างนั้นจะเป็นคะแนนที่หลอกลวงตัวเองว่า ฉันทำได้

ซึ่งการที่เราดูเฉลย ก็เหมือนการที่เราเรียนรู้จากคนที่ประสบความสำเร็จมาก่อน เพราะมันเป็นวิธีที่ถูกต้องที่เราสามารถทำได้ และไม่ผิดที่เราจะไปเรียนรู้ตามเขา อย่าไปกลัวว่า การดูเฉลยเป็นสิ่งที่ผิด ให้คิดว่า การดูเฉลยเป็นสิ่งที่ทำให้เราเรียนรู้ได้ถูกต้องมากกว่าค่ะ แต่พอเราดูเฉลยแล้ว ไม่ใช่ว่าปล่อยผ่านไปเลยนะคะ เพราะอย่างนั้นเราก็จะไม่ได้นำความรู้มาใช้ให้เกิดประโยชน์สำหรับตัวเอง ดังนั้นเราต้องเอาโจทย์กลับมาทำเองใหม่อีกครั้ง เราจะได้เข้าใจมากยิ่งขึ้นนั่นเองค่ะ

แชร์วิธีแบ่งเวลาอ่านหนังสือ ?

ตอนที่เราเริ่มรู้แล้วว่าจะต้องเตรียมตัวสอบ ประมาณช่วง ม.5 เราก็จะทยอยอ่านสะสมมาเรื่อยๆ โดยจะอ่านทีละรายวิชา เริ่มมีการทำข้อสอบเก่าต่างๆควบคู่กันไป โดยเราจะใช้วิธีจดลงไปในตารางปฏิทินว่า วันนี้เราอ่านวิชาอะไรบ้าง อ่านไปแล้วกี่ชั่วโมง เป็นวิธีที่ช่วยจัดสรรเวลาในการอ่านหนังสือได้ดีมากเลยค่ะ เช่น แต่ละวิชาเหลือเวลาเท่าไหร่ วิชาไหนสำคัญมากกว่ากัน ควรใช้เวลากับวิชาใดมากน้อยแค่ไหน 

แล้วพอช่วงใกล้สอบมากขึ้น ประมาณ ม.6 ก็จะมีการปรับเปลี่ยนการอ่านหนังสือใหม่อีกครั้ง เป็นการสร้างตารางเวลา โดยลิสต์เลยว่า เราจะอ่านวิชาอะไรบ้าง อ่านกี่ชั่วโมง พอจบแต่ละวันเราก็จะมาดูตัวเองว่า ทำได้ตรงตามเป้าหมายไหม ทำไม่ได้เพราะอะไร เนื้อหายากเกินไปรึเปล่า ต้องให้เวลากับมันมากขึ้นไหม หรือเราไม่ไหวจริงๆกับบทนั้น เราควรตัดทิ้งไปเลยดีไหม เราไปสู้บทอื่นแทนดีหรือเปล่า นี่ถือเป็นเทคนิคที่ดีที่ทำให้เราเอาตัวรอดช่วงสอบมาได้ มากกว่าการอ่านอย่างไรให้ครบอีกนะคะ

ซึ่งเราจะแบ่งให้มีเวลาพักกับตัวเองด้วย เช่น อ่าน 1 ชั่วโมง  พัก 15 นาที อ่านต่ออีก 1.30 ชั่วโมง พัก 15 นาที และถ้าเราอ่านหนังสือติดต่อกันมา 4 วันแล้ว เราก็จะหาเวลาพักให้ตัวเอง 1 วัน อาจจะนอนดูซีรีย์ กินข้าว หรือไปเที่ยว เพราะสิ่งที่สำคัญมากๆเลยคือ การพักผ่อน อย่าไปกังวลว่า การพักจะทำให้เสียเวลาในการอ่านหนังสือ เพราะถ้าเราฝืนมากๆ ร่างกายและสมองเราจะไม่ไหวก่อนได้นะคะ ซึ่งการทำแบบนี้จะช่วยให้เรารู้สึกว่า การอ่านหนังสือไม่ใช่เรื่องที่เหนื่อยจนเกินไปและช่วยลดความท้อแท้ในการอ่านหนังสือได้ด้วยค่ะ

เรียนแพทย์ ต้องเรียนเก่งมั้ย

มีวิธีจัดการกับความเครียด ความกดดันช่วงสอบยังไง ?

การอ่านหนังสือติดต่อกันเป็นเวลานานๆแบบไม่มีเวลาพักไม่ใช่สิ่งที่ควรทำนะคะ  แต่เราควรที่จะจัดสรรเวลาให้ตัวเองได้พักบ้าง เพราะ เวลาเราอ่านหนังสือเป็นเวลานานๆ ร่างกายจะสร้างความเครียดที่มันค่อยๆสะสมขึ้นมา จนทำให้การอ่านหนังสือของเรามีประสิทธิภาพน้อยลงด้วย ดังนั้นเราจะแบ่งชัดเจนเลยค่ะว่า วันที่อ่านหนังสือ จะพักช่วงไหน พักกี่นาที กี่ชั่วโมง แต่ช่วงเวลาที่พัก เราก็จะให้ตัวเองพักแบบไม่ต้องกังวลอะไรเลย ให้ร่างกายได้พักจริงๆ และเมื่อหมดเวลาพักแล้ว เราก็ต้องพร้อมกลับมาสู้ต่อ กลับมาอ่านใหม่อย่างเต็มที่ด้วยนะคะ

ราจะคิดกับตัวเองเสมอเลยว่า เราต้องเตรียมพร้อมเสมอนะ แต่เราก็ต้องอย่าทิ้งความสุขของตัวเองด้วยเพราะมันเป็นจุดที่ทำให้เราสู้ต่อได้ค่ะ

มีอะไรอยากฝากถึงน้องๆที่กำลังสนใจคณะนี้ไหม ?

สำหรับน้องๆที่กำลังสนใจอยากเป็นหมอ แต่กังวลใจว่า หนูกลัวเลือด หนูกลัวผี เรียนหมอได้ไหม พอเราได้เข้าไปเรียนจริงๆ เราจะรู้เลยว่า เรามาเพื่อศึกษา ไม่ได้มาเพื่อเจอสิ่งที่น่ากลัว ดังนั้นเราจะสามารถต่อสู้กับความกลัวในใจเราได้ อย่ากลัวไปก่อน ถ้าอยากเข้าคณะนี้จริงๆก็เข้ามาเลย สู้ให้เต็มที่นะคะ

และสำหรับน้องๆคนไหนที่ยังรู้สึกลังเลอยู่ว่า  ตัวเองชอบจริงไหม หรือไม่ได้ชอบตรงนี้เลยแต่โดนบังคับให้เลือกคณะนี้    เราอยากให้ลองไป Open House เพื่อค้นหาตัวเองดูก่อน จริงๆมีค่ายของคณะแพทย์มากมายเลยนะคะ ไปค้นหาในอินเทอร์เน็ตได้ทั่วไปเลย เพราะจริงๆการเรียนหมอมันหนักนะ ถ้าเรามาด้วยใจที่ครึ่งๆกลางๆ มันทรมานมากเหมือนกันนะคะ ยิ่งถ้าเราได้ทำในสิ่งที่ไม่ได้ชอบ แล้วเรียนหนักมากๆอีก ก็อาจจะทำให้เรายิ่งท้อจนหมดกำลังใจไปได้เลยละค่ะ

เราอยากให้น้องๆสู้ในสิ่งที่ตัวเองชอบมากกว่า คณะแพทย์ไม่ใช่ทุกอย่าง คณะแพทย์ไม่ใช่ตัวกำหนดชี้วัดว่า เราจะประสบความสำเร็จในชีวิต เราจะร่ำรวย เราจะมีทุกอย่าง การทำอาชีพอื่นก็มีทุกอย่างได้เหมือนกัน หาในสิ่งที่ตัวเองชอบให้เจอ ถ้าใครที่คิดว่า หมอนี่แหละคือคำตอบที่เราตามหา ก็ลุยกับมันให้เต็มที่ แม้มันจะยากแค่ไหน เหนื่อยแค่ไหน แต่ถ้าใจเราชอบ เราจะสู้ต่อได้แน่นอนค่ะ

สุดท้ายนี้ขอเสริมเพิ่มเติมจากประสบการณ์ส่วนตัวที่อยากจะฝากน้องๆเลยนะคะว่า ตอนมัธยมปลาย เราก็เคยคิดว่า สอบเข้าคณะแพทยศาสตร์ได้ก็สบายแล้ว ขอแค่เรียนให้จบก็พอ แต่พอเข้ามายืนอยู่จุดนี้จริงๆแล้ว การจะเรียนให้จบก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยเหมือนกันค่ะ>_< 

การเรียนแพทย์มันจะค่อยๆยากขึ้นไปเรื่อยๆตั้งแต่ ปี 1-6 พอเราเรียนจบแล้ว ความรับผิดชอบต่างๆมันย่อมมากกว่าการเป็นนักศึกษาแพทย์อยู่แล้ว การเป็นแพทย์มันไม่ได้สบายอย่างที่คิด แต่ถ้าใจเรารักในการทำบางสิ่งและยังมีความสนุกอยู่ ก็จะทำให้เราไม่ได้รู้สึกแย่ขนาดนั้น เพราะฉะนั้นหาทางของตัวเองให้เจอและลุยให้เต็มที่ เราเป็นกำลังใจให้น้องๆทุกคนนะคะ สู้ๆ