รีวิวการเรียนคณะแพทย์

สวัสดีน้องๆ ทุกคนน้าา ไหนใครอยากเข้าคณะแพทย์บ้าง ขอเสียงหน่อยยย > < กลับมาอีกครั้งสำหรับรายการ
“คณะไหนยังไงเล่า” ซึ่งรอบนี้พิเศษมาก เพราะพี่ๆ ทีมงาน SMP มีโอกาสได้สัมภาษณ์พี่หมออู๋ แบบตัวจริง เสียงจริง !!

ถึงแม้ว่า SMP จะเคยมีบทความของคณะแพทย์ไปแล้ว แต่ EP. นี้พิเศษมากกว่าเพราะพี่หมออู๋จะพาเจาะลึกทั้งด้าน
การเรียนและการทำงานแบบจัดเต็มสุดๆ ใครกำลังลังเลอยู่ว่าจะเรียนคณะนี้ดีมั้ย ? หรืออยากรู้ว่าชีวิตจริงของการทำงาน
เป็นแพทย์เป็นยังไง ? หาคำตอบได้ที่บทความนี้เลย !!

พี่หมออู๋ - คอร์ส Full-Set-MED

แนะนำตัวเอง

สวัสดีครับน้องๆ ทุกคน พี่ชื่อหมออู๋ นพ.พสิษฐ์ อัศวธนบดีนะครับ พี่เรียนจบจากคณะแพทยศาสตร์
มหาวิทยาลัยขอนแก่น และจบเฉพาะทางด้านอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าครับ

จุดเริ่มต้นของการอยากเรียนคณะแพทย์

ครอบครัวของพี่เป็นคุณหมอครับ พี่ก็จะเห็นการทำงานของหมอมาตลอด ทั้งการทำงานในโรงพยาบาลและทำงาน
ในคลินิก พอพี่มีโอกาสได้คลุกคลีกับอาชีพแพทย์มากๆ เลยทำให้คิดว่าเมื่อโตขึ้นพี่ก็อยากจะเป็นแพทย์บ้าง แต่จริงๆ
มันก็รวมกับค่านิยมของสังคมไทยด้วย เพราะเด็กที่เรียนเก่งก็มักจะมีตัวเลือกในการทำงานไม่ค่อยเยอะ หลักๆ ก็จะมีแพทย์ ทันตแพทย์ วิศวะ แต่ถ้าใครที่เก่งมากๆ ก็จะมีทางเลือกเพิ่ม เช่น สอบชิงทุน สอบก.พ. หรือสอบไปเรียนต่างประเทศ

พาร์ทการเตรียมตัวสอบเข้าแพทย์

ถ้าถามว่าการเตรียมตัวสอบเข้าคณะแพทย์ในยุคของพี่กับยุคปัจจุบันมันต่างกันเยอะมั้ย ? สิ่งแรกที่เปลี่ยนไปแบบ
เห็นได้ชัดคือ ชื่อข้อสอบ เพราะสมัยพี่ยังใช้ การสอบวิชาเฉพาะ, O-NET, A-NET อยู่เลย

Tips

A-NET คือ การทดสอบทางการศึกษาขั้นสูงที่วัดความรู้และ ความคิดวิเคราะห์ เฉพาะนักเรียนชั้น ม.6
ที่จะเข้ามหาลัยฯ รัฐในระบบ Admission ปี 2549 – 2552 เท่านั้น ซึ่งวิชาที่เปิดสอบ คือ ภาษาไทย, คณิตศาสตร์, วิทยาศาสตร์,สังคมศึกษา และภาษาต่างประเทศ

ซึ่งสมัยนี้กลายเป็น A-Level และ TPAT1 ความถนัดแพทย์ไปแล้ว แต่จริงๆ วิชาที่ใช้สอบก็คล้ายกันเกือบหมด และเนื้อหา
ที่นำมาออกสอบก็ยังเหมือนเดิม สัดส่วนคะแนนแต่ละวิชาก็คล้ายเดิม พี่เลยคิดว่าการเตรียมตัวสอบคงไม่ได้แตกต่างกันทุกคนที่จะเข้าคณะแพทย์ก็ยังต้องอ่านหนังสือหนักหมือนเดิม (และอาจจะหนักขึ้นเรื่อยๆ ทุกปีเพราะการแข่งขันสูงมาก)

เริ่มติว TPAT1 ตอนนี้ยังไม่สาย !!

ติว(แหก)โค้งสุดท้าย ด้วยคอร์ส Full Set MED ติว TPAT1 ครบทั้ง 3 พาร์ท พร้อมเทคนิคทำข้อสอบให้ทันเวลา และพาตะลุยโจทย์จัดเต็ม พร้อมสอบได้ใน 66 ชั่วโมง (แถมฟรี Unseen Mock Test อีก 1 ชุด)

สมัครคอร์ส คลิกเลย

พี่หมออู๋เตรียมตัวสอบแพทย์หนักแค่ไหน ?

พี่เริ่มเตรียมตัวสอบเข้ามหาลัยฯ ตั้งแต่ม.3 ขึ้นม.4 (พี่รู้ตัวเองค่อนข้างเร็วว่าอยากทำอาชีพอะไร) ซึ่งเริ่มจากการเรียนล่วงหน้าก่อน เช่น ช่วงปิดเทอมที่เตรียมขึ้นม.4 พี่ก็จะเรียนเนื้อหาของม.4 ล่วงหน้าให้หมด ทำแบบนี้ทุกๆ ปี และพอพี่
ขึ้นม.6 ก็เท่ากับว่าพี่เก็บเนื้อหาที่โรงเรียนล่วงหน้าไปครบหมดแล้ว ดังนั้นก็จะมีเวลาอ่านหนังสือเตรียมสอบเข้ามหาลัยฯ ทีนี้แหละก็ตะลุยโจทย์จัดเต็ม และเลือกเรียนเฉพาะวิชาที่อยากเสริมให้แม่นขึ้น

ถ้าถามว่าทำไมพี่ถึงต้องเตรียมตัวหนักมากขนาดนี้ ? ก่อนอื่นอยากจะบอกน้องๆ ทุกคนว่าการเตรียมตัวสอบแพทย์
มันหนักตั้งแต่เริ่มและจะหนักขึ้นเรื่อยๆ แต่ถ้าใครยังไม่เห็นภาพ อยากให้น้องๆ ลองคิดว่าปีหนึ่งมีคนอยากสอบเข้าแพทย์ กสพท หลายหมื่นคน แต่คนที่สอบเข้าแพทย์ กสพท ได้จริงๆ มีเพียง 2,000 กว่าคนต่อปี ด้วยการแข่งขันที่สูงขนาดนี้
พี่คิดว่าถ้าน้องไม่เตรียมตัวให้ดีๆ ตั้งแต่เริ่ม มีโอกาสที่คณะในฝันอาจจะหลุดมือได้ !!

Section 2 : คณะแพทย์ 6 ปี เรียนอะไรบ้าง ?

พาร์ทต่อไป พี่หมออู๋จะพาน้องๆ ไปดูว่าการเรียนแพทย์ 6 ปีเป็นยังไงบ้าง ? เรียนหนักแค่ไหน ? แต่พี่ขอสปอยก่อนเลยน้าว่าพาร์ทการเรียนคณะแพทย์มีเนื้อหาเข้มข้นยิ่งกว่าพาร์ทการเตรียมตัวสอบอีก เพราะพี่หมออู๋เจาะลึกและเล่าได้เห็นภาพแบบสุดๆ ถ้าพร้อมแล้ว ไปอ่านพร้อมๆ กันเล้ยย

คณะแพทย์ เรียนอะไรบ้าง ?

ภาพรวมการเรียนคณะแพทย์แต่ละที่จะมีความคล้ายกันเพราะถูกกำหนดโดยแพทยสภาแล้วว่านักศึกษาแพทย์ทุกคน
จะต้องเรียนอะไรบ้าง แต่ก็มีบางส่วนที่แตกต่างกันซึ่งจะขึ้นอยู่กับแต่ละสถาบัน อย่างการจัดลำดับของวิชาและวอร์ดต่างๆ 

ซึ่งปี 1 จะเรียนวิชาทั่วไป เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ และได้เรียนรวมกับคณะอื่นๆ ด้วย ส่วนปี 2, ปี  3 เน้นการเรียนเลคเชอร์และ Lab ซึ่งจะลงลึกเกี่ยวกับการเป็นแพทย์มากขึ้น 

และชั้นปี 4-6 เป็นช่วงเวลาที่น้องจะได้เรียนรู้การทำงานในโรงพยาบาล ซึ่งทุกคนจะได้ดูแลคนไข้ ราวน์วอร์ดผู้ป่วยใน
ดูแลและตรวจผู้ป่วยนอก รวมถึงการอยู่เวรด้วย 

อ่านสรุปทุกประเด็นเกี่ยวกับคณะแพทย์แบบจัดเต็ม คลิกเลย >> คณะแพทย์ เรียนอะไร? มีสาขาไหนบ้าง? สรุปทุกคำถามที่คนอยากเรียนแพทย์ควรรู้

บรรยากาศการเรียนแพทย์เป็นอย่างไรบ้าง ?

หลายคนอาจจะกังวลว่าถ้าเข้าไปเรียนแล้ว น้องๆ อาจจะเจอแต่คนเก่ง จนทำให้บรรยากาศการเรียนไม่ค่อยชิว
มีแต่ความเครียดหรือเปล่า ? ถ้าตอบตามความเป็นจริง คือ พี่คิดว่ามันก็เหมือนสังคมทั่วไป ที่จะมีคนเก่งมาก คนขยัน
คนนั่งหน้าห้อง คนนั่งหลังห้อง แต่พี่คิดว่าสังคมในคณะแพทย์เป็นสังคมที่ค่อนข้างดี เพราะทุกคนก็จะช่วยกันเรียน
แลกเปลี่ยนสรุปซึ่งกันและกัน บางทีรุ่นพี่ก็ช่วยติวให้รุ่นน้อง อย่างตอนนี้ พี่ก็เรียนจบมานานมากแล้ว แต่ถ้ามีปัญหา
ก็ยังปรึกษากับเพื่อนๆ และรุ่นพี่เหมือนเดิมเลย

จริงๆ อยากแนะนำน้องๆ ทุกคนว่าถ้าสอบติดและเข้าไปเรียนได้แล้ว ก็ให้เลือกตำแหน่งที่น้องๆ อยากจะเป็นให้ดี ไม่ว่าจะนั่งเรียนหน้าห้องหรือหลังห้องก็ได้หมด ที่สำคัญคืออยากให้ใช้ชีวิตด้วยเหมือนกัน ถ้าตอนไหนไม่ได้อยู่ในห้องเรียน
อาจจะออกไปทำกิจกรรมอย่างอื่น อยู่ที่ตัวของน้องๆ เองว่าจะใช้ชีวิตแบบไหนหรือจัดการกับชีวิตของตัวเองยังไง
ให้ตัวน้องๆ เองไม่เครียดกับการเรียนมากจนเกินไป

Section 3 : เรียนจบหมอ แล้วสบาย จริงหรอ ?

แพทยศาสตร์_พี่หมออู๋-03

ความสนุกของเนื้อหายังไม่จบแค่นี้ !! เพราะพาร์ทต่อไปคือพาร์ทการทำงานจริงหลังจากเรียนจบมาแล้ว 6 ปี โดยพาร์ทนี้พี่หมออู๋จะมารีวิวถึงชีวิตการทำงานเป็นคุณหมอจริงๆ มาลองดูกันว่าเรียนจบหมอแล้วสบาย หรือเป็นหมอแล้วรวย
เป็นเรื่องจริงหรือเปล่า ?

พาร์ทการทำงานเป็นแพทย์/ใช้ทุนคืน 3 ปี/เรียนต่อเฉพาะทาง

อย่างที่ทุกคนรู้กันว่าเมื่อเรียนจบแล้ว แพทย์จบใหม่หรือที่เรียกกันว่า Intern ก็จะต้องใช้ทุนคืน (การทำงานให้กับหน่วยงานของรัฐเป็นเวลาอย่างน้อย 3 ปี แต่ก็จะได้เงินเดือนตามปกติ) ซึ่งพี่ก็ได้สรุปทางเลือกเกี่ยวกับการใช้ทุนมาทั้งหมด 3 ข้อ

1. ลาออก

อันนี้พี่ไม่ได้พูดเล่นน้าา มันเป็นเรื่องจริงง เพราะหลายคนเรียนแพทย์มา 6 ปี แล้วไม่ชอบการทำงานในโรงพยาบาลรัฐ
เลยตัดสินใจลาออกแล้วไปทำอย่างอื่นแทน เช่น ทำงานในโรงพยาบาลเอกชน ทำธุรกิจที่บ้าน เปิดคลินิก และถ้าใคร
จะลาออก ก็จะต้องใช้เงินคืนให้รัฐด้วย ปัจจุบันคิดว่าน่าจะประมาณล้านกว่าบาทแล้ว (สมัยพี่หมออู๋ประมาณ 4 แสน)

และถ้าใครคิดจะลาออก อาจจะส่งผลต่อการเรียนต่อเฉพาะทาง เพราะการเรียนต่อจะมีข้อกำหนดว่าต้อง
ผ่านการเพิ่มพูนทักษะอย่างน้อย 1 ปี ดังนั้นใครวางแผนจะเรียนต่อเฉพาะทางก็อาจจะโดนตัดโอกาสไปเลยทันที T-T

2. แพทย์สังกัดกระทรวงสาธารณสุข

เป็นทางที่คนส่วนใหญ่เลือกมากกว่า 90% และต้องใช้ทุนคืนเป็นระยะเวลาทั้งหมด 3 ปี ซึ่งจะต้องจับฉลากเลือกพื้นที่
แต่บางคนก็มีเงื่อนไขที่กำหนดมาแล้ว เช่น แพทย์ที่มาจากโครงการผลิตแพทย์เพิ่มเพื่อชาวชนบท ต้องกลับไปใช้ทุน
ตามพื้นที่ที่สมัคร โดย 3 ปีที่ใช้ทุนก็จะแตกต่างกันตามนี้ 

  • ปี 1 (Internship) เป็นช่วงเพิ่มพูนทักษะ ซึ่งทุกคนจะได้ทำงานเหมือนหมอจริงๆ อย่าง การตรวจคนไข้หรืออยู่เวร แต่ก็จะมีอาจารย์หมอหรือพี่ staff คอยดูแลและสอนสิ่งที่ต้องเรียนรู้เพิ่มเติม โดยปีนี้จะทำงานในโรงพยาบาลศูนย์หรือโรงพยาบาลใหญ่ของจังหวัดนั้นๆ 
  • ปี 2-3 ส่วนใหญ่จะย้ายไปอยู่ที่โรงพยาบาลชุมชน และอาจจะไม่มีคนคอยดูแลแล้ว 

ซึ่งแพทย์ใช้ทุนจะต้องตรวจเอง รักษาเอง หรือทำเรื่องส่งคนไข้เข้าโรงพยาบาลใหญ่ และถ้าโรงพยาบาลไหนที่มีแพทย์
แค่ 1-2 คนด้วย ก็ต้องสลับกันอยู่เวรด้วย  

ขอแอบเล่าถึงความหนักของการเข้าเวรของแพทย์นิดนึง ตอนพี่เรียนจบใหม่ๆ แล้วได้ไปเพิ่มพูนทักษะที่โรงพยาบาลจังหวัดแห่งหนึ่ง พี่ต้องอยู่เวร 15 ครั้งต่อเดือน แล้วถ้าอยู่แผนกนั้นยุ่งมากๆ ก็แทบจะไม่ได้นอนเลย ความโหดคือ
เช้าวันถัดมาก็ต้องทำงานต่อเหมือนเดิม แต่มันก็ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยน้า ถ้าโรงพยาบาลนั้นมีแพทย์เยอะหน่อย
ก็จะไม่อยู่เวรหนักแบบพี่

3. แพทย์ไม่ใช่สังกัดกระทรวงสาธารณสุข

เป็นแพทย์ของหน่วยงานรัฐอื่นๆ แต่ว่าไม่ใช่กระทรวงสาธารณสุข เช่น แพทย์ทหาร แพทย์ตำรวจ แพทย์สังกัดกทม. หรือเป็นอาจารย์แพทย์ในมหาลัยฯ ก็นับเป็นการใช้ทุนคืนเหมือนกัน

หลังจากใช้ทุนครบ 3 ปีแล้ว เส้นทางต่อไปของแต่ละคนอาจจะไม่เหมือนกัน บางคนเลือกเป็นหมอทั่วไปที่บ้านเกิดตนเอง หรือบางคนก็วางแผนเรื่องการเรียนต่อเฉพาะทาง ซึ่งระยะเวลาในการเรียนก็จะแตกต่างกันไป เช่น หมออายุรกรรม
หมอศัลยกรรมจะเรียนต่ออีก 4 ปี หรือใครอยากเรียนเฉพาะทางเกี่ยวกับศัลยกรรมระบบประสาทก็จะเรียนทั้งหมด 5 ปี 

และถ้าใครขอทุนไปเรียนต่อเฉพาะทางแล้ว ก็ต้องกลับมาใช้ทุนให้เท่ากับเวลาที่เรียนไปอีกรอบ นอกจากนั้น
ยังมีการเรียนเฉพาะในเฉพาะอีก เช่น พี่เรียนอายุรกรรม ก็สามารถเลือกเรียนเฉพาะอวัยวะได้ พูดตรงๆ เลยว่าการเรียนแพทย์ไม่มีที่สิ้นสุดจริงๆ

ก่อนจะไปเข้าสู่ช่วงตอบคำถามจากน้องๆ ก็มีอีกคำถามที่เรียกได้ว่าเป็นคำถามโลกแตกทีเดียวว่า

“เรียนหมอรวยจริงมั้ย ?”

เอาเป็นว่าพี่ก็จะบอกตัวเลขให้น้องๆ ลองไปคิดต่อดูว่าเงินเดือนมันเยอะจริงมั้ย ? ถ้าเทียบกับหน้าที่ ความหนักของ
การทำงาน อย่างช่วงที่พี่เป็นแพทย์จบใหม่ พี่ได้เงินเดือนประมาณ 20,000 บาท + เงินพิเศษ 10000 บาท + เบี้ยเลี้ยงพิเศษประมาณ 40,00-50,000 บาทต่อเดือน + ค่าเวรต่อเดือน(ขึ้นอยู่กับต้นสังกัด) ประมาณ 30,000-40,000 บาท 

รวมทั้งหมด 80,000 บาทต่อเดือน ตัวเลขเหมือนจะเยอะ เพราะชั่วโมงการทำงานของหมอมันเยอะมาก ที่พี่เคยเล่าว่า
ต้องอยู่เวร 15 วันต่อเดือน (แทบจะไม่ได้นอนเลย บางทีก็อดนอนต่อกัน 48 ชั่วโมง)

และถ้าใครคิดว่าเรียนจบเฉพาะทางจะต้องเงินเดือนสูงมาก จริงๆ พี่ขอใช้คำว่าสูงขึ้น ไม่ได้สูงมากขนาดนั้น ยกเว้นว่าน้องๆ จะเลือกไปทำงานโรงพยาบาลเอกชน อันนี้เงินเดือนก็จะเยอะกว่าอยู่โรงพยาบาลรัฐอยู่แล้ว

เงินเดือนแพทย์จบใหม่_แพทย์ศาสตร์

Section 4 : คำถามจากทางบ้าน

ยังไม่จบง่ายๆ หรอกน้าา > < เพราะพี่หมออู๋เตรียมมาตอบคำถามจากน้องๆ ทางบ้านที่ถามกันเข้ามาใน IG ของพี่ปั้นด้วย มาดูกันว่ามีอะไรบ้างง ?

Q : พาร์ทที่ยากที่สุดและพาร์ทที่ดีที่สุดในการเรียนแพทย์คืออะไร ?

A : สิ่งที่ยากที่สุดในการเรียนแพทย์ก็คือ การสอบเข้าแพทย์ เพราะการแข่งขันสูงมาก น้องๆ ต้องใช้ความพยายามมากกว่าจะเข้ามาเรียนได้ ถึงแม้ระหว่างทางมันจะเครียดและเหนื่อย แต่ถ้าสอบติดแล้ว น้องๆ ก็จะได้มาเจอกับสังคมที่ช่วยกันเรียน สำหรับพี่คิดว่ามันค่อนข้างคุ้มค่า 

ส่วนพาร์ทที่ดีที่สุดในการเรียนหมอ คือ เมื่อมีคนใกล้ตัวหรือคนในครอบครัวป่วย พี่จะรู้ทันทีต้องทำอะไรต่อ ? ต้องรักษาแบบไหน ? หรือต้องปรึกษาใครเกี่ยวกับอาการนี้ นอกจากนั้นการที่เห็นคนไข้ที่อยู่ภายใต้การดูแลของพี่ มีอาการดีขึ้นหรือหายจากการเจ็บป่วย ก็เป็นอีกจุดที่ทำให้พี่มีความสุขกับการเป็นแพทย์

Q : ในปัจจุบันที่เทคโนโลยีก้าวไปไกลมากๆ คิดว่า AI สามารถแทนที่แพทย์ได้มั้ย ?

A : การเป็นแพทย์ต้องมีคุณสมบัติ 2 อย่าง อย่างแรกคือต้องมีความรู้ ส่วนอย่างที่ 2 คือต้องมีความเป็นมนุษย์
ซึ่งแน่นอนว่า AI สามารถแทนที่ในส่วนของความรู้ได้ เพราะ AI มีความแม่นยำและเก็บข้อมูลต่างๆ ได้ทั้งหมด 

แต่สิ่งที่ AI ไม่สามารถทำหน้าที่แทนหมอได้ คือ ความเป็นมนุษย์ ดังนั้นพี่คิดว่าหมอจำเป็นต้องอยู่กับ AI ให้เป็นและ
ใช้ประโยชน์จากสิ่งนี้ให้ได้เยอะๆ มากกว่า

Q : คนที่อยากเรียนแพทย์ จะต้องมีนิสัย/คุณสมบัติ/ความถนัด ยังไงบ้าง ?

A : ต้องรู้จักอาชีพแพทย์ก่อน ว่าอาชีพนี้ต้องทำอะไร ? ต้องเจอกับอะไร ? เหนื่อยแค่ไหน ? และต้องยอมรับกับสิ่งที่จะต้องเจอในอนาคตให้ได้ ถ้ารู้สึกว่าไม่โอเคกับสิ่งเหล่านี้ น้องๆ อาจจะเดินในเส้นทางของการเป็นแพทย์ค่อนข้างยาก
ถ้าให้สรุปเลย พี่คิดว่ามีทัศนคติที่ดี สอบเข้าได้ แล้วก็ร่างกายไหว ก็สามารถเป็นแพทย์ได้ครับ

Q : อยากให้แชร์เรื่องที่คนเข้าใจผิดเกี่ยวกับแพทย์ ?

A : เรียนจบแพทย์แล้วสบายครับ 55555 ช่วงที่สบายสุดคือช่วงเรียน 6 ปี เพราะน้องๆ จะมีเวลาได้พักผ่อนมากกว่า
ตอนเรียนจบ เพราะยิ่งเป็นแพทย์ก็ยิ่งเหนื่อยขึ้นเรื่อยๆ ครับ 

ส่วนอีกข้อ คือ เป็นแพทย์แล้วรวย พี่ขอใช้คำว่าเป็นแพทย์แล้วมั่นคงมากกว่า เพราะเป็นอาชีพที่ตลาดต้องการ และโอกาสตกงานแทบจะเป็นศูนย์ แต่ก็ยังคงยืนยันว่าเป็นแพทย์แล้วไม่ได้รวยครับ

 พออ่านจบแล้วรู้สึกว่าพี่หมออู๋เล่าแบบจัดเต็มจริงๆ ไม่มีกั๊กทั้งเรื่องเรียนและเรื่องทำงาน สำหรับใครอ่านบทความนี้
แล้วรู้สึกว่าการเป็นแพทย์คือทางของน้องๆ แบบ 100% พี่หมออู๋และทีมงาน SMP ก็ขอเป็นกำลังใจให้สู้กับการสอบเตรียมตัวสอบเข้าแพทย์ 

แต่ถ้าใครอ่านแล้วรู้สึกลังเลหรือไม่แน่ใจว่าจะไปต่อทางนี้ไหวมั้ย ? ก็ค่อยๆ ตัดสินใจน้าา ลองชั่งน้ำหนักดูว่า
การเป็นแพทย์สำหรับน้องๆ ดีหรือไม่ดียังไงบ้าง ชอบเนื้องานจริงๆ มั้ย อยากจะเป็นหมอมากกว่าการอยากรวย
อยากจะมั่นคงมั้ย เพราะจะต้องแลกกับอะไรมากมายกว่าจะมาถึงจุดนี้ แล้วเราจะยอมเหนื่อยแลกกับความฝันหรือเปล่า …

รีวิว #คณะแพทยศาสตร์ หมอเรียนอะไรบ้าง? รายได้ดีจริงไหม?

ดูคลิปอื่นๆ ได้ที่ YouTube Channel : SmartMathPro

คอร์สเรียน แนะนำ

บทความ แนะนำ

สำหรับน้องๆ ที่สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่ Line : @smartmathpronews

รวมถึงข่าวสารต่างๆ อัปเดตอย่างเรียลไทม์

IG : pan_smartmathpro

Twitter : @PanSmartMathPro

Share