TPAT1 สอบอะไรบ้าง? พร้อมเทคนิคการสอบ กสพท 66 และแชร์ตารางอ่านหนังสือจากรุ่นพี่แพทย์

สำหรับน้องๆสายแพทย์ คงรู้จักการสอบ “กสพท” กันอยู่แล้วใช่ไหมล่ะคะ? แต่ใน TCAS66 นี้ กสพท ได้มีการ เปลี่ยนชื่อเป็น “TPAT1 วิชาเฉพาะ กสพท” และมีปรับเปลี่ยนรูปแบบการสอบจากปีที่ผ่านมา หลากหลายส่วนเลยทีเดียว จะเป็นอย่างไรบ้างนั้น TPAT1 สอบอะไรบ้าง วันนี้พี่เอิธ SMP NEWS ได้สรุปไว้ให้ทั้งหมดแล้ว

แถมด้วย!! เทคนิคการทำข้อสอบกสพท , เทคนิคการเตรียมตัวสอบแพทย์ และ ตารางอ่านหนังสือ จากรุ่นพี่สายแพทย์ ทั้ง 4 คณะ ว่าจะต้องทำอย่างไร จึงจะติดคณะที่ใฝ่ฝัน เรียนได้คะแนนดี ไปดูกันได้เลยค่ะ

TPAT1 วิชาเฉพาะ กสพท คืออะไร?

TPAT1 วิชาเฉพาะ กสพท คือ การวัดความถนัดทางวิชาชีพแพทย์ สำหรับน้องๆที่ต้องการสอบเข้า 4 คณะสายแพทย์ ได้แก่ คณะแพทยศาสตร์  คณะทันตแพทยศาสตร์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์

ข้อสอบแบ่งเป็น 3 ส่วน ได้แก่

  • ส่วนที่ 1 เชาว์ปัญญา : คะแนนเต็ม 100 คะแนน
  • ส่วนที่ 2 จริยธรรมทางการแพทย์ : คะแนนเต็ม 100 คะแนน
  • ส่วนที่ 3 ความคิดเชื่อมโยง : คะแนนเต็ม 100 คะแนน

ซึ่งทั้ง 3 ส่วนนี้ ไม่ได้มีการกำหนดคะแนนขั้นต่ำเอาไว้นะคะ แต่ในการยื่น 4 คณะสายแพทย์นั้น น้องๆจะต้องใช้คะแนน TPAT1 ถึง 30% เลยทีเดียว ส่วนอีก 70% ที่เหลือ ก็จะเป็นคะแนนของ A-Level นั่นเอง

เดี๋ยวพี่เอิธ SMP NEWS จะพาน้องๆทุกคน ไปทำความเข้าใจกับ TPAT1 วิชาเฉพาะ กสพท ทั้ง 3 ส่วนแบบละเอียดยิบกันเลย

TPAT1 สอบอะไรบ้าง แบ่งเป็นกี่ส่วน?

ส่วนที่ 1 เชาว์ปัญญา

เป็นข้อสอบที่วัดการคิดวิเคราะห์ การใช้เหตุผล รวมถึงการอ่านจับใจความ โดยเน้นการทำข้อสอบภายในเวลาที่จำกัด ซึ่งมีหลายรูปแบบ ทั้งโจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ การวิเคราะห์ข้อมูลจากตารางและกราฟ การเปรียบเทียบปริมาณ ความเพียงพอของข้อมูล การใช้เหตุผลเพื่อสรุปหรือวิเคราะห์ข้อความหรือสถานการณ์ อนุกรมมิติ ลำดับตัวเลขที่สัมพันธ์กัน อนุกรมภาพ การอ่านจับใจความของข้อความ ฯลฯ

สำหรับน้องๆที่ยังสงสัยว่า คณิตศาสตร์ เชาว์ปัญญา” ในกสพท66 นี้

ข้อสอบเป็นอย่างไร? มีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้าง? คำตอบอยู่ที่นี่แล้ว คลิกเลย!

ส่วนที่ 2 จริยธรรมทางการแพทย์

เป็นส่วนที่เน้นในเรื่องของคุณธรรมและจริยธรรม สำหรับการเป็นแพทย์  ซึ่งก็จะมีโจทย์ปัญหา จำลองเหตุการณ์ต่างๆมาให้ เพื่อน้องๆได้คิดวิเคราะห์หาคำตอบที่เหมาะสม โดยจะต้องเลือกคำตอบที่สมเหตุสมผลมากที่สุด ไม่ใช่การเลือกคำตอบที่โลกสวยที่สุดนะคะ

พี่แนะนำว่าให้น้อง ๆ ลองทำข้อสอบเกี่ยวกับจริยธรรมเยอะ ๆ เราจะเห็นแนวทางที่หลากหลาย พี่เชื่อว่าไม่ยากเกินความสามารถของน้องๆทุกคนแน่นอนค่ะ

ส่วนที่ 3 ความคิดเชื่อมโยง

เป็นการเน้นทักษะของการใช้ความคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล ซึ่งจะมีความคล้ายกับข้อสอบ GAT เชื่อมโยง หรือ GAT ไทย ที่น้องๆเคยได้ยินนั่นเอง โดยข้อสอบก็จะมีโจทย์บทความมาให้น้องๆคิดวิเคราะห์ หาความเชื่อมโยง

และวิธีการเตรียมตัวที่พี่แนะนำก็คือ การลองฝึกฝนโจทย์ของ GAT เชื่อมโยง ซึ่งหลักการคือ ต้องให้เหตุผล หรือตีความข้อความที่โจทย์ให้มาให้ได้ และคำตอบจะต้องมีเหตุผลรองรับเสมอ พี่แนะนำให้น้องๆค่อยๆลองตีความทีละประโยคจากบทความก่อนว่า เขาต้องการสื่อถึงอะไร เท่านี้เองค่ะ

ตารางสอบ TPAT1 สอบอะไรบ้าง เวลาไหนบ้าง

สอบวันเสาร์ที่ 17 ธ.ค. 65 เวลาสอบรวม 3 ชม. 15 นาที ดังนี้

  • ส่วนที่ 1 เชาว์ปัญญา : สอบ 08:30-09:45 น. (1 ชม. 15 นาที)
  • ส่วนที่ 2 จริยธรรมทางการแพทย์ : สอบ 09:55-10:55 น. (1 ชม.)
  • ส่วนที่ 3 ความคิดเชื่อมโยง : สอบ 11:30-12:30 น. (1 ชม.)

*ประกาศจากการสอบ กสพท ปี 2566

เทคนิคการทำข้อสอบ TPAT1 วิชาเฉพาะ กสพท

ส่วนที่ 1 เชาว์ปัญญา

  • เน้นการทำโจทย์เยอะๆ หาข้อสอบเก่าจากอินเทอร์เน็ต หรือจะซื้อหนังสือแบบฝึกหัดมาทำก็ได้  เพราะยิ่งเราทำโจทย์มากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งทำให้เรารู้ว่า เราถนัดโจทย์แนวไหน ไม่ถนัดแนวไหน เมื่อไปทำข้อสอบจริง เราจะได้เลือกทำโจทย์ที่ชำนาญก่อน เก็บคะแนนข้อที่เรามั่นใจก่อน ซึ่งถือเป็นเทคนิคสำคัญที่จะช่วยให้น้องๆไม่เสียเวลาในการทำข้อสอบด้วยนะคะ เพราะข้อสอบตัวนี้เป็น speed test
  • ส่วนข้อที่เราทำไม่เป็น ไม่เคยเจอ หรือไม่ถนัด ถ้าหากมีเวลาเหลือก็ค่อยกลับมาทำ แต่ถ้าทำไม่ทันหรือทำไม่ได้จริงๆ ให้ตัดสินใจเดาไปเลยนะคะ ไม่อย่างนั้นน้องๆจะเสียเวลาได้ เพราะยังไงเราก็พยายามเก็บคะแนนในส่วนที่เราทำได้ไปเรียบร้อยแล้ว
  • เรียนพิเศษเพิ่มเติม วิธีนี้จะช่วยให้น้องๆได้แนวคิด วิธีการ หรือเทคนิคต่างๆ ในการทำข้อสอบเพิ่มมากขึ้น เมื่อเจอโจทย์จะได้เข้าใจว่า โจทย์ถามแบบนี้ ต้องการให้ตอบอะไร น้องๆก็จะสามารถจับทางโจทย์ได้นั่นเอง

ส่วนที่ 2 จริยธรรมทางการแพทย์

  • ตัดทีละตัวเลือก ในข้อสอบทุกข้อจะมีตัวเลือกที่ไม่น่าตอบอยู่ ให้น้องๆตัดทิ้งไปเลย ส่วนตัวเลือกที่ดูเหมือนจะถูก ก็ให้ตอบตามความคิดของตัวเองได้เลย ไม่ต้องกังวลมากเกินไปนะคะ เพราะตัวเลือกที่ดูเหมือนจะถูกนั้น ต่างก็มีคะแนนให้ทุกข้ออยู่แล้ว แต่อาจจะได้มากน้อยไม่เท่ากัน ตามความเหมาะสมของคำตอบนั้นๆ
  • คิดในมุมมองของหมอ ให้น้องๆจินตนาการไปเลยว่า ตัวเองเป็นหมอ แล้วถ้าเราเป็นหมอ เราจะตอบอย่างไร คำตอบไหนสมเหตุสมผลที่สุด

ส่วนที่ 3 ความคิดเชื่อมโยง

  • เน้นการทำโจทย์เยอะๆ จนสามารถจับทางของข้อสอบได้ โดยเน้นไปที่การทำอย่างสม่ำเสมอ ทำเรื่อยๆ ไม่จำเป็นต้องทำแบบหักโหมทีเดียวเยอะๆนะคะ
  • อย่าคิดมาก อย่าคิดเกินโจทย์ ให้น้องๆทำข้อสอบตามความคุ้นชินจากที่เคยฝึกฝนทำข้อสอบเก่ามา เชื่อมั่นในตัวเองมากๆนะคะ

เทคนิคการอ่านหนังสือ เตรียมตัวสอบแพทย์

  • รู้เป้าหมายของตัวเองก่อน ว่าคณะที่น้องๆสนใจอยากจะเข้านั้น ต้องใช้คะแนนสอบอะไรบ้าง จึงค่อยวางแผนการอ่านหนังสือให้เหมาะสมตั้งแต่เนิ่นๆ ไม่ควรหว่านอ่านไปเรื่อยนะคะ เช่น เริ่มเตรียมตัวตั้งแต่ ม.4 พยายามเก็บเนื้อหาพื้นฐานตอนม.4-5 ให้แน่นไว้ก่อน เป็นต้น
  • หาวิธีการอ่านหนังสือที่เหมาะสม ศึกษาว่าตัวเองเหมาะกับสไตล์การอ่าน การท่องจำ การทำแบบฝึกหัดรูปแบบไหน และเรียนรู้ข้อจำกัดของตัวเอง เช่น ถ้าน้องๆไม่ถนัดเร่งเรียนพิเศษ แต่ถนัดการค่อยๆเรียน ก็จะต้องเผื่อเวลาพอสมควร ในการมานั่งทบทวนความเข้าใจของตัวเองอย่างสม่ำเสมอ และอาจจะใช้เทคนิคสีไฮไลต์ช่วยจำเพิ่มเติมก็ได้ หรือน้องๆบางคนชอบให้คนอื่นพูดอธิบายให้ฟัง ก็อาจจะเหมาะกับการเรียนพิเศษนั่นเอง
  • หลังเรียนพิเศษต้องกลับมาทวนเสมอ ห้ามดองไว้เด็ดขาด โดยการทำโจทย์ ทำการบ้านที่ติวเตอร์ได้ให้ไว้ถ้าน้องๆสามารถกลับมาทบทวนภายใน 24 ชม.ได้ ก็จะยิ่งดีกับตัวน้องๆมากเลยนะคะ

ซึ่งเทคนิคที่อยากจะมาแนะนำน้องๆก็คือ การปิดหนังสือแล้วอธิบายให้ตัวเองฟัง โดยการลองทบทวนเนื้อหาตั้งแต่ต้นจนจบในสิ่งที่น้องๆได้เรียนมา พยายามคิดภาพในหัว เชื่อมโยงความรู้ และจำเป็นภาพหรือแผนผัง จะได้จำง่ายมากยิ่งขึ้น

  • เน้นทำโจทย์มากๆ ให้ตัวเองเจอโจทย์ให้มากที่สุด และหลากหลายที่สุด เวลาไปทำข้อสอบจริง เราจะรู้สึกว่าข้อสอบไม่ยาก เพราะเราเคยเจอโจทย์แบบนี้และเคยฝึกจนรู้วิธีทำแล้ว แถมยังทำให้เราทำข้อสอบได้เร็วขึ้นด้วย
  • อย่าชะล่าใจ/ทิ้งไปเลยในบางวิชา เช่น ไทย สังคม อย่าพึ่งไปคิดว่าไม่สำคัญ หรือคิดว่ามันง่าย เพราะต่อให้ทำวิชาอื่นได้เยอะ แต่วิชาเหล่านี้ไม่ผ่านเกณฑ์ 30% ก็ไม่มีสิทธิ์ได้รับการพิจารณาคะแนนอยู่ดี

เทคนิคการแบ่งเวลา (เรียน+กิจกรรม+เตรียมตัวสอบ)

  • เข้าเรียนให้ครบตามที่โรงเรียนกำหนดน้องๆจะได้ไม่ต้องเสียเวลามาตามจากเพื่อนๆทีหลังนะคะ
  • พยายามใช้ช่วงเวลาที่เราว่าง ในการท่องคำศัพท์ เช่น นั่งรถ นั่งรอเข้าแถว
  • เมื่อมีเวลาพัก/คาบว่าง/พักกลางวัน ควรเคลียร์การบ้านของโรงเรียนให้ได้มากที่สุด
  • หลังจากโรงเรียนเลิกแล้ว ไปเรียนพิเศษต่อ เพื่อเพิ่มเติมความรู้
  • เมื่อกลับมาถึงบ้าน ควรที่จะทบทวนบทเรียน และทำการบ้านจากที่เรียนพิเศษ จะได้ไม่ลืมสิ่งที่เรียนมา
  • กำหนดเป้าหมายในการอ่านแต่ละครั้ง และกำหนดขอบเขตเวลาในการพักด้วย

ถ้าช่วงไหนที่น้องๆรู้สึกเครียดมาก ไม่ไหวแล้ว ก็ควรที่จะหยุดพักก่อนนะคะ หากิจกรรมที่ผ่อนคลายทำ เพื่อให้สภาพจิตใจดีขึ้นก่อน แล้วค่อยกลับมาอ่านหนังสือต่อ   “คะแนนสอบก็สำคัญนะ แต่ร่างกายและจิตใจเราก็สำคัญเหมือนกัน”

  • ใช้เวลาช่วงวันหยุด/เสาร์อาทิตย์/ปิดเทอมให้คุ้มค่า เน้นไปที่การเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้เต็มที่ที่สุด
  • กิจกรรมต่างๆที่น้องๆชื่นชอบ ไม่จำเป็นจะต้องเลิกทำนะคะ เพียงแค่จะต้องแบ่งเวลาและความสำคัญให้ดีเท่านั้นเอง

**สำหรับน้องๆที่เหลือเวลาเตรียมตัวสอบน้อย พี่แนะนำให้ตัดใจเลือกทำแต่สิ่งที่ถนัด สิ่งที่มั่นใจไปเลย ให้ไปเก็บคะแนนตรงจุดที่เราสามารถพัฒนาได้ และมีโอกาสมากกว่า ดีกว่าเสียเวลาไปกับจุดที่ยากจนเกินไปนะคะ

ปล.เทคนิคต่างๆที่ได้นำมาแชร์ในวันนี้ เป็นเพียงเทคนิคส่วนตัวของรุ่นพี่แพทย์ ที่พวกเขาทำแล้วเห็นผลลัพธ์ที่ดี ประสบความเร็จ จึงอยากที่จะส่งต่อเทคนิคดีๆให้กับน้องๆเท่านั้น แต่ยังไงน้องๆก็จะต้องเลือกวิธีที่เข้ากับตัวเอง และนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมอีกทีนึงด้วยนะคะ พี่เชื่อว่า ถ้าคนเราตั้งใจทำอะไรอย่างเต็มที่แล้ว ไม่มีอะไรที่สูญเปล่าอย่างแน่นอนค่ะ สู้ๆนะคะทุกคน พี่เอิธ SMP NEWS เป็นกำลังใจให้นะคะ ^_^

แจกฟรี!!   ตารางอ่านหนังสือ ของรุ่นพี่แพทย์ทั้ง 4 คณะ (แพทย์ ทันตะ สัตวะ เภสัช) 

บทความแนะนำ TPAT1 กสพท 66