ดอกไม้สวย ๆ ที่น้อง ๆ พบเห็นในชีวิตประจำวัน ไม่ได้มีหน้าที่เพียงดึงดูดแมลงหรือสร้างความสวยงามให้แก่พืชเท่านั้น แต่ “ดอก” ยังเป็นโครงสร้างสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการสืบพันธุ์ของพืชดอก และช่วยให้พืชสามารถสร้างพืชรุ่นใหม่เพื่อดำรงเผ่าพันธุ์ต่อไปได้
ในบทความนี้ พี่จะพาน้อง ๆ มาทำความเข้าใจการสืบพันธุ์ของพืชดอก ตั้งแต่ โครงสร้างและหน้าที่ของดอก \to วงจรชีวิตแบบสลับ \to การสร้างเซลล์สืบพันธุ์ \to การถ่ายเรณู \to การปฏิสนธิคู่ \to การพัฒนาของผลและเมล็ด พร้อมแจกแบบฝึกหัด เรื่องการสืบพันธุ์ของพืชดอก เพื่อให้น้อง ๆ เห็นภาพรวมของกระบวนการตั้งแต่ดอกไม้หนึ่งดอก ไปจนถึงการเกิดพืชรุ่นใหม่อย่างเป็นระบบด้วยน้า
สนใจหัวข้อไหน ... กดอ่านเลย
ToggleKey takeaway
- ดอกแบบ Complete / Incomplete ดู “ส่วนประกอบของดอกครบ 4 ส่วนหรือไม่” ส่วน Perfect / Imperfect ดู
“มีเกสรเพศผู้และเกสรเพศเมียอยู่ครบภายในดอกเดียวกันหรือไม่” - sporophyte (2n) \to meiosis \to spore (n) \to mitosis \to gametophyte (n) \to mitosis \to
gamete (n) \to fertilization \to zygote (2n) \to sporophyte (2n) - เพศผู้ : microspore mother cell \to microspore \to pollen grain \to sperm
- เพศเมีย : megaspore mother cell \to megaspore \to embryo sac \to egg cell
- double fertilization = sperm 2 เซลล์ \to ปฏิสนธิ 2 ครั้ง
- ครั้งแรก : sperm cell (n) + egg cell (n) \to zygote (2n) \to embryo (2n)
- ครั้งที่สอง : sperm cell (n) + polar nuclei (n + n) \to endosperm (3n)
การสืบพันธุ์ของพืชดอกคืออะไร ?
การสืบพันธุ์ของพืช คือกระบวนการที่พืชรุ่นพ่อแม่สร้างพืชรุ่นใหม่เพื่อดำรงเผ่าพันธุ์ของตนเอง ในพืชดอกสามารถแบ่งการสืบพันธุ์ ออกเป็น 2 รูปแบบหลัก ๆ ได้แก่
การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ (Sexual reproduction) ในพืชดอก
เกี่ยวข้องกับการที่พืชสร้างและการรวมกันของเซลล์สืบพันธุ์เพศผู้และเพศเมีย ทำให้เกิดไซโกต (zygote) ซึ่งจะพัฒนาต่อไปเป็นเอ็มบริโอและต้นพืชรุ่นใหม่
การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ (Asexual reproduction) ในพืชดอก
เป็นการสร้างต้นพืชรุ่นใหม่โดยไม่เกิดการรวมกันของเซลล์สืบพันธุ์ เช่น การแตกหน่อ การปักชำ หรือการสร้างไหลในพืชบางชนิด
โดยในเนื้อหาบทนี้จะเน้นการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศของพืชดอกตั้งแต่สร้าง และการรวมตัวของเซลล์สืบพันธุ์ จนได้ต้นพืชรุ่นถัดไป (Sexual reproduction \to Gamete \to Fertilization \to Zygote)
ดอก (Flower)
คือโครงสร้างสำหรับสืบพันธุ์ของพืชดอก (Flowering plant หรือ Angiosperm) โดยทำหน้าที่สำคัญเกี่ยวข้องกับ
- การสร้างเซลล์สืบพันธุ์ (Gametogenesis)
- การถ่ายเรณู (Pollination)
- การปฏิสนธิ (Fertilization)
ในดอกไม้ดอกหนึ่งอาจประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ ดังนี้
- กลีบเลี้ยง (Sepal)
- กลีบดอก (Petal)
- เกสรเพศผู้ (Stamen)
- เกสรเพศเมีย (Carpel or Pistil)
อย่างไรก็ตามแต่ดอกแต่ละชนิดอาจมีโครงสร้างแตกต่างกัน และบางชนิดอาจขาดส่วนใดส่วนหนึ่งไป
โครงสร้างของดอก
ดอกโดยทั่วไปมักจะมีส่วนประกอบ 4 ชั้น เรียนเป็นวงที่ฐานดอก (receptacle) ได้แก่
1. วงของกลีบเลี้ยง (Calyx) ซึ่งประกอบด้วย กลีบเลี้ยง (Sepal)
2. วงกลีบดอก (Corolla) ที่ประกอบด้วยกลีบดอก (Petal)
3. วงเกสรเพศผู้ (Androecium) ที่ประกอบด้วย เกสรเพศผู้ (Stamen)
4. วงเกสรเพศเมีย (Gynoecium) ที่ประกอบด้วย เกสรเพศเมีย (Carpel or Pistil) ดังรูป
- เกสรเพศผู้ (Stamen) ทำหน้าที่สร้างและเก็บเซลล์สืบพันธุ์เพศผู้ ประกอบด้วย 2 ส่วนคือ
1. อับเรณู (Anther) เป็นบริเวณที่เกิดการสร้างละอองเรณู
2. ก้านชูเกสรเพศผู้ (Filament) ทำหน้าที่ชูอับเรณูให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมและบรรจุละอองเรณูในถุงเก็บละอองเรณู (Pollen sac)
- เกสรเพศเมีย (Carpel or Pistil) ประกอบด้วย 3 ส่วนคือ
1. ยอดเกสรเพศเมีย (Stigma) บริเวณที่รับละอองเรณู
2. ก้านชูเกสรเพศเมีย (Style) เชื่อมบริเวณยอดเกสรเพศเมียกับรังไข่
3. รังไข่ (Ovary) บริเวณที่เกิดการปฏิสนธิคู่ของพืชดอก ซึ่งภายในมีออวุล (Ovule)
การจำแนกประเภทของดอก
ดอกไม้หลายชนิดที่น้อง ๆ เห็นไม่ได้มีหน้าตาหรือโครงสร้างที่เหมือนกันทุกประการทำให้เราสามารถจัดจำแนกประเภทของดอกไม้ได้ด้วยหลายวิธี ซึ่งในเรื่องการสืบพันธุ์ของพืชดอกวิธีการจัดจำแนกประเภทของดอกที่น้อง ๆ ควรจะรู้คือ
- การจำแนกประเภทดอกตามส่วนประกอบ
- ดอกสมบูรณ์ (Complete flower)
- ดอกไม่สมบูรณ์ (Incomplete flower)
- ดอกสมบูรณ์เพศ (Perfect flower)
- ดอกไม่สมบูรณ์เพศ (Imperfect flower)
- การจำแนกประเภทดอกตามตำแหน่ง ของรังไข่ (Ovary)
- ดอกที่มีรังไข่เหนือวงกลีบ (Superior ovary)
- ดอกที่มีรังไข่ใต้วงกลีบ (Inferior ovary)
- และจำแนกประเภทดอกตามจำนวนดอกที่อยู่บนก้าน
- ดอกเดี่ยว (Solitary flower)
- ดอกช่อ (Inflorescences flower)
การจำแนกประเภทดอกตามส่วนประกอบ สามารถแยกดอกได้เป็น 4 ประเภทดังนี้
- ดอกสมบูรณ์ (Complete flower) คือ ดอกที่ประกอบด้วย 4 ส่วนดังนี้ กลีบเลี้ยง กลีบดอก เกสรเพศผู้ และเกสรเพศเมีย
- ดอกไม่สมบูรณ์ (Incomplete flower) คือ ดอกที่อาจขาดส่วนใดส่วนหนึ่งจาก 4 ส่วนในดอกสมบูรณ์ เช่น
ดอกโป๊ยเซียน ที่ขาดกลีบเลี้ยง และกลีบดอก - ดอกสมบูรณ์เพศ (Perfect flower) คือ ดอกที่มีเกสรเพศผู้และเกสรเพศเมียอยู่ในดอกเดียวกัน
- ดอกไม่สมบูรณ์เพศ (Imperfect flower) คือ ดอกที่มีเพียงเกรสรเพศผู้หรือเกสรเพศเมีย
เพียงอย่างเดียวในหนึ่งดอก โดยดอกที่มีเฉพาะเกสรเพศผู้จะเรียกว่า “ดอกเพศผู้” และดอกที่
มีเฉพาะเกสรเพศเมียจะเรียกว่า “ดอกเพศเมีย”
การจำแนกประเภทดอกตามตำแหน่งของรังไข่ (Ovary) สามารถแยกดอกได้เป็น 2 ประเภทดังนี้
- ดอกที่มีรังไข่เหนือวงกลีบ (Superior ovary) คือ ดอกที่มีตำแหน่งของรังไข่อยู่สูงกว่าตำแหน่งของวงกลีบ เช่น มะเขือ ตะขบ จำปี พริก ถั่ว มะละกอ และส้ม
- ดอกที่มีรังไข่ใต้วงกลีบ (Inferior ovary) คือ ดอกที่มีตำแหน่งของรังไข่อยู่ต่ำกว่าตำแหน่งของวงกลีบ
เช่น ตำลึง ฟักทอง แตงกวา บวบ ทับทิม กล้วย และพลับพลึง
การจำแนกดอกโดยพิจารณาจำนวนดอกที่อยู่บนก้านดอก สามารถแยกดอกได้ เป็น 2 ประเภท คือ
- ดอกเดี่ยว (Solitary flower) ดอกที่มีเพียง 1 ดอกบนก้านดอก เช่น จำปี บัว ทิวลิป
- ดอกช่อ (Inflorescences) ดอกที่มีดอกย่อยมากกว่า 1 ดอกติดอยู่บนก้านช่อดอก โดยมักมี
ลักษณะที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับชนิดของพืช เช่น กล้วยไม้ ดอกเข็ม ผกากรอง และราชพฤกษ์
นอกเหนือจากนี้ ยังมีดอกของพืชบางชนิดที่เป็นดอกช่อ แต่เรามักเข้าใจผิดว่าเป็นดอกเดี่ยว เช่น ทานตะวัน ดาวเรือง ดาวกระจาย และบานชื่น เนื่องจากก้านช่อดอกของพืชเหล่านี้จะหดสั้น และขยายแผ่ออกเป็นวงคล้ายจาน เราเรียกว่า ฐานรองดอกร่วม (common receptacle)
ดังนั้นส่วนที่น้อง ๆ เห็นคล้ายกลีบดอกติดอยู่ที่วงรอบนอกของฐานดอกร่วมคือ ดอกย่อยวงนอก (Ray floret) ซึ่งมักจะเป็นดอกเพศเมียที่อาจมี 1 ชั้น หรือมากกว่านั้นก็ได้ ถัดเข้ามา จะเห็นดอกย่อยที่มีลักษณะคล้ายหลอดอยู่เบียดกันแน่นเป็นกลุ่มอยู่บริเวณตรงกลางของฐานดอกร่วมเรียกว่าดอกย่อยวงใน (Disk floret) ซึ่งมักเป็นดอกสมบูรณ์เพศ
วงจรชีวิตแบบสลับ (Alternation of Generations)
พืชมีวงจรชีวิตที่ประกอบด้วยการสลับกันระหว่าง 2 ระยะสำคัญ ได้แก่ ระยะสปอร์โรไฟต์ (Sporophyte) และ ระยะแกมีโทไฟต์ (Gametophyte)
ระยะสปอร์โรไฟต์ (Sporophyte)
เป็นระยะที่มีโครโมโซม 2 ชุด หรืออยู่ในสภาพดิพลอยด์ (diploid; 2n) โดยในพืชดอก ระยะนี้คือ ต้นพืชที่เราเห็นโดยทั่วไป หน้าที่สำคัญของสปอร์โรไฟต์ คือ การสร้างสปอร์ (spore) โดยสปอร์มาเทอร์เซลล์ (spore mother cell) จะแบ่งเซลล์แบบไมโอซิส (meiosis) ทำให้เกิดสปอร์ที่มีโครโมโซม 1 ชุด หรืออยู่ในสภาพแฮพลอยด์ (haploid; n) จากนั้น
สปอร์จะเจริญและแบ่งเซลล์แบบไมโทซิส (mitosis) จนพัฒนาเป็นระยะแกมีโทไฟต์ (Gametophyte)
ระยะแกมีโทไฟต์ (Gametophyte)
เป็นระยะที่มีโครโมโซม 1 ชุด หรืออยู่ในสภาพแฮพลอยด์ (haploid; n) โดยมีหน้าที่สร้างเซลล์สืบพันธุ์ (gamete) ได้แก่ เซลล์สืบพันธุ์เพศผู้และเพศเมีย โดยการแบ่งเซลล์แบบไมโทซิส (mitosis) เมื่อเซลล์สืบพันธุ์เพศผู้รวมกับเซลล์สืบพันธุ์เพศเมียในกระบวนการปฏิสนธิ (fertilization) จะเกิดเป็นไซโกต (zygote; 2n) ซึ่งแบ่งเซลล์แบบไมโทซิส และพัฒนาเป็นเอ็มบริโอ (embryo) ก่อนเจริญเป็น sporophyte รุ่นใหม่ต่อไป
การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศของพืชดอก
ส่วนประกอบของดอกแต่ละส่วนต่างมีหน้าที่และความสำคัญแตกต่างกันออกไป
- กลีบเลี้ยง มักมีส่วนเขียวทำหน้าที่ป้องกันส่วนอื่น ๆ ของดอก
- กลีบดอก มักมีสีสันสดใส และมีกลิ่นหอมสำหรับดึงดูดแมลงหรือสัตว์อื่น ๆ ที่ช่วยในการถ่ายเรณู (Pollination)
- เกสรเพศผู้และเกสรเพศเมียทำหน้าที่เกี่ยวกับการสืบพันธุ์โดยตรง กระบวนการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศของพืชดอกจำเป็นที่จะต้องอาศัยเซลล์สืบพันธุ์ของเพศผู้และเซลล์สืบพันธุ์เพศเมียที่ถูกสร้างภายในเกสรเพศผู้และเกสรเพศเมีย
การสร้างเซลล์สืบพันธุ์เพศผู้ (Male gametophyte)
เกสรเพศผู้ (Stamen) ประกอบด้วยก้านชูอับเรณู (Filament) และอับเรณู (Anther) โดยภายใน อับเรณูมีโครงสร้างที่เรียกว่า โพรงอับเรณู (Pollen sac) ซึ่งเป็นบริเวณที่เกิดการสร้างไมโครสปอร์
ภายใน pollen sac มีไมโครสปอร์มาเทอร์เซลล์ (Microspore mother cell; 2n) ซึ่งจะแบ่งเซลล์แบบไมโอซิส ทำให้เกิดไมโครสปอร์ (Microspore; n) จำนวน 4 เซลล์ จากนั้น microspore แต่ละเซลล์จะแบ่งเซลล์แบบไมโทซิส และพัฒนาเป็นเรณู (Pollen grain) ซึ่งทำหน้าที่เป็นแกมีโทไฟต์เพศผู้ (Male gametophyte)
การสร้างเซลล์สืบพันธุ์เพศเมีย (Female gametophyte)
การสร้างแกมีโทไฟต์เพศเมียของพืชดอกเกิดขึ้นภายในออวุล (Ovule) ซึ่งอยู่ภายในรังไข่ โดยมีเมกะสปอร์มาเทอร์เซลล์ (Megaspore mother cell; 2n) เป็นเซลล์ตั้งต้น
Megaspore mother cell จะแบ่งเซลล์แบบไมโอซิส ได้เซลล์แฮพลอยด์ 4 เซลล์ เรียกว่า Megaspores (n) โดยทั่วไปจะมี 3 เซลล์สลายไป เหลือ 1 เซลล์ที่เรียกว่า Functional megaspore (n)
Functional megaspore จะแบ่งนิวเคลียสแบบไมโทซิส 3 ครั้ง ทำให้เกิดนิวเคลียสทั้งหมด 8 นิวเคลียส จากนั้นนิวเคลียสเหล่านี้จะจัดเรียงตัว และพัฒนาเป็น ถุงเอ็มบริโอ (Embryo sac) ซึ่งเป็นแกมีโทไฟต์เพศเมีย
(Female gametophyte)
Embryo sac โดยทั่วไปประกอบด้วย 7 เซลล์ 8 นิวเคลียส ได้แก่
- Antipodals จำนวน 3 เซลล์ (n)
- Egg cell จำนวน 1 เซลล์ (n)
- Synergids จำนวน 2 เซลล์ (n)
- Central cell จำนวน 1 เซลล์ ภายในมี Polar nuclei 2 นิวเคลียส (n + n)
ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า Embryo sac มี 7 เซลล์ แต่มี 8 นิวเคลียส
การถ่ายเรณู และการงอกของหลอดเรณู (Pollination and Germination of pollen)
เมื่อพืชดอกมีการพัฒนาแกมีโทไฟต์เพศผู้ซึ่งอยู่ในรูปของเรณู (Pollen) และแกมีโทไฟต์เพศเมีย ซึ่งอยู่ในรูปของถุงเอ็มบริโอ (Embryo sac) ภายในออวุล ก็สามารถเข้าสู่กระบวนการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศต่อไป
การถ่ายเรณู (Pollination) คือ การถ่ายเรณูจากอับเรณู (Anther) ไปยังยอดเกสรเพศเมีย (Stigma) ของดอกเดียวกันหรือต่างดอก โดยในธรรมชาติอาจอาศัยลม น้ำ แมลง หรือสัตว์อื่น ๆ เป็นตัวช่วยในการถ่ายเรณู ซึ่งสิ่งมีชีวิตที่ช่วยในการถ่ายเรณูเรียกว่า Pollinator
อย่างไรก็ตาม พืชบางชนิดสามารถเกิดการถ่ายเรณูได้โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยตัวกลาง เนื่องจากตำแหน่งและโครงสร้างของเกสรเพศผู้และเกสรเพศเมียเอื้อต่อการที่เรณูจะตกลงบนยอดเกสรเพศเมียได้ เช่น ถั่วลันเตา
หลังจากเรณูตกลงบนยอดเกสรเพศเมียแล้ว หากเรณูสามารถเจริญบนยอดเกสรเพศเมียได้ เรณูจะเกิดการงอกและสร้างหลอดเรณู (Pollen tube) ซึ่งจะเจริญผ่านก้านเกสรเพศเมียลงไปยังรังไข่ และเจริญเข้าสู่ออวุลเพื่อนำเซลล์สืบพันธุ์เพศผู้ไปยังบริเวณที่เกิดการปฏิสนธิ ดังนั้น ควรจำลำดับสำคัญว่า
Pollination \to Pollen germination \to Pollen tube growth \to Fertilization
การงอกของหลอดเรณู (Germination of pollen) เกิดขึ้นเมื่อเรณูตกลงบนยอดเกสรเพศเมีย โดยบนยอดเกสร
เพศเมียจะมีของเหลวที่เป็นองค์ประกอบเป็น น้ำ น้ำตาล ลิพิด โปรตีน และอื่น ๆ ที่สามารถกระตุ้นการงอกของ
หลอดเรณูได้ หลอดเรณู (Pollen tube) จะงอกทะลุผ่านส่วนของเกสรเพศเมียจากส่วนยอดเกสรผ่านก้านเกสรลงไปถึงรังไข่
แต่จะมีเฉพาะหลอดเรณูที่ทิวบ์นิวเคลียสเคลื่อนที่เข้าไปเท่านั้น ที่จะงอกยาวต่อไปจนถึงออวุล และสเปิร์มเซลล์ทั้งสองเซลล์จะเคลื่อนที่ตามทิวบ์นิวเคลียสภายในหลอดเรณู ซึ่งจะผ่านเข้าไปในออวุลทางรูไมโครไพล์ (Micropile) แล้วค่อยปล่อยสเปิร์มนิวเคลียสเข้าไปภายในถุงเอ็มบริโอ เพื่อเกิดการปฏิสนธิต่อไป
การปฏิสนธิ (Fertilization)
การปฏิสนธิของพืชดอกมีลักษณะเฉพาะที่เรียกว่า การปฏิสนธิคู่ (Double fertilization) เนื่องจาก สเปิร์มเซลล์ 2 เซลล์ (Sperm cell) ที่ถูกนำเข้าสู่ถุงเอ็มบริโอจะเกิดการรวมตัวกับเซลล์เป้าหมาย 2 ตำแหน่ง ดังนี้
การปฏิสนธิคู่ที่หนึ่ง
สเปิร์มเซลล์ 1 เซลล์ (n) รวมกับเซลล์ไข่ (Egg cell; n) เกิดเป็นไซโกต (Zygote; 2n) ซึ่งจะแบ่งเซลล์แบบไมโทซิส และพัฒนาเป็นเอ็มบริโอ (Embryo) ต่อไป
Sperm (n) + Egg (n) \to Zygote (2n) \to Embryo
การปฏิสนธิคู่ที่สอง
สเปิร์มเซลล์อีก 1 เซลล์ (n) รวมกับโพลาร์นิวคลีไอ (Polar nuclei; n + n) เกิดเป็นเอนโดสเปิร์มนิวเคลียส ซึ่งจะแบ่งเซลล์และพัฒนาเป็นเอนโดสเปิร์ม (Endosperm; โดยทั่วไป 3n) ทำหน้าที่เป็นแหล่งอาหารสำหรับเอ็มบริโอที่กำลังพัฒนา
Sperm (n) + Polar nuclei (n + n) \to endosperm nucleus (3n) \to Endosperm (3n)
ดังนั้น การปฏิสนธิซ้อนของพืชดอกจึงประกอบด้วย
Sperm + Egg \to Zygote (2n) และ Sperm + Polar nuclei \to Endosperm (3n)
การเกิดผลและเมล็ด
ภายหลังการปฏิสนธิ กลีบเลี้ยง กลีบดอก และเกสรเพศผู้ มักจะเหี่ยวแห้งแล้วหลุดร่วงไป เหลือไว้เพียงรังไข่ที่จะพัฒนาเป็นผล และออวุลที่พัฒนาเป็นเมล็ด
โดยทั่วไป ผนังรังไข่จะถูกพัฒนาเป็นผนังผล (Pericarp) ซึ่งเป็นส่วนที่มักรับประทานได้ แต่ผลของพืชบางชนิดที่เป็นผลที่เจริญมาจากรังไข่ที่อยู่ใต้วงกลีบ (Inferrior ovary) อาจมีส่วนของฐานรองดอกที่เจริญร่วมขึ้นมาเป็นส่วนของผล เช่น ฟักทอง ชมพู่ ฝรั่ง แอปเปิ้ล และสาลี่ เป็นต้น
เมล็ดของพืชประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ ที่สำคัญ คือ
- เปลือกเมล็ด ที่พัฒนามาจากผนังออวุล (Integument)
- เอ็มบริโอ ที่พัฒนามาจากไซโกต ซึ่งมีส่วนประกอบสำคัญ ได้แก่ รากแรกเกิด ลำต้นแรกเกิด ยอดแรกเกิด และใบเลี้ยง เมื่อเมล็ดงอกเอ็มบริโอจะเจริญไปเป็นพืชต้นใหม่ต่อไป
- เอนโดสเปิร์ม เป็นแหล่งสะสมอาหารและพลังงานที่ใช้ในการเจริญของเอ็มบริโอ พืชบางชนิดใช้เอนโดสเปิร์มไปกับการพัฒนาเอ็มบริโอตั้งแต่อยู่ในเมล็ด ดังนั้นเมื่อเมล็ดเจริญเต็มที่ เราจะไม่พบเอนโดสเปิร์มในเมล็ด เช่น ถั่วต่าง ๆ ซึ่งใช้ใบเลี้ยงในการเก็บสะสมอาหารแทน
ข้อสอบการสืบพันธุ์พืชดอก ม.5 พร้อมเฉลย
ตอบ ตัวเลือกที่ 5
ตัวเลือกที่ 5 การถ่ายเรณู การงอกของหลอดเรณู การปฏิสนธิคู่ การงอกของเมล็ด เอ็มบริโอ และเอนโดสเปิร์ม ถูกต้อง เพราะ
A คือ กระบวนการที่เรณูเคลื่อนที่มาอยู่ที่บริเวณยอดดอกเกสรเพศเมีย เรียกว่า การถ่ายเรณู (pollination)
B คือ ส่วนที่เรียกว่า หลอดเรณู (pollen tube) ซึ่งเกิดขึ้นจากทิวป์นิวเคลียสของเรณูงอกหลอดเข้าไปที่รังไข่ เรียกว่า การงอกของหลอดเรณู (germination of pollen tube)
C คือ ส่วนประกอบที่พบในถุงเอ็มบริโอของเกสรเพศเมีย โดยประกอบด้วยส่วนที่ทำหน้าที่ในการปฏิสนธิคู่ (Double fertilization) กับสเปิร์มอย่าง poalr nuclei cell และ egg cell
D คือ เอ็มบริโอ เป็นตำแหน่งที่เกิดมาจากการปฏิสนธิระหว่างสเปิร์มกับเซลล์ไข่
E คือ เอนโดสเปิร์ม เป็นตำแหน่งที่เกิดจากการปฏิสนธิระหว่างสเปิร์มกับ polar nuclei cell
ตอบ ตัวเลือกที่ 2
ตัวเลือกที่ 2 สปอโรไฟต์เป็นระยะที่มีจำนวนโครโมโซมเป็น 2n สร้างสปอร์โดยกระบวนการแบ่งเซลล์แบบ ไมโอซิส ซึ่งสปอร์จะเจริญเป็นแกมีโทไฟต์ ถูกต้อง
เพราะ ระยะสปอร์โรไฟต์ของพืชมีชุดโครโมโซม 2 ชุด หรือ 2n เรียกว่า haploid ซึ่งมีหน้าที่สร้างสปอร์ โดยการแบ่งเซลล์แบบไมโอซิส สปอร์ที่ถูกสร้างขึ้นจะพัฒนาและเจริญไปเป็นแกมีโทไฟต์ ดังนี้
สปอร์โรไฟต์เพศผู้ หรือ ไมโครสปอร์โรไฟต์ จะแบ่งเซลล์แบบไมโอซิส ได้เป็นไมโครสปอร์ ซึ่งจะพัฒนาไปเป็นเรณู ที่จัดเป็นแกมีโทไฟต์เพศผู้ และสามาถแบ่งเซลล์แบบไมโทซิสเพื่อสร้างสเปิร์มเซลล์
สปอร์โรไฟต์เพศเมีย หรือ เมกะสปอร์โรไฟต์ จะแบ่งเซลล์แบบไมโอซิส ได้เป็นเมกะสปอร์ ซึ่งจะแบ่งเซลล์แบบไมโทซิสเพื่อสร้าง ถุงเอ็มบริโอ ที่จัดเป็นแกมีโทไฟต์เพศเมีย
แจกฟรี ข้อสอบชีววิทยา พร้อมเฉลย
เป็นอย่างไรกันบ้างกับเนื้อหาการสืบพันธุ์ของพืชดอก ที่พี่สรุปมาให้ หลังอ่านจบแล้ว แนะนำให้ฝึกทำโจทย์เพิ่ม จะได้เข้าใจเนื้อหามากขึ้น โดยพี่มีก็ข้อสอบการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม พร้อมเฉลยมาฝากด้วย หวังว่าจะหวังว่าจะช่วยให้น้อง ๆ ที่กำลังเตรียมตัวสอบทุกคนแม่นในเนื้อหาเรื่องนี้มากขึ้นน้าา
บทความ แนะนำ
บทความ แนะนำ
ทีมวิชาการชีววิทยา
ผู้อยู่เบื้องหลังการจัดทำคอร์สเรียนร่วมกับพี่ติวเตอร์
และผู้เขียนบทความวิชาการชีววิทยาของสถาบัน SmartMathPro
ทีมวิชาการชีววิทยา
ผู้อยู่เบื้องหลังการจัดทำคอร์สเรียนร่วมกับพี่ติวเตอร์ และผู้เขียนบทความวิชาการชีววิทยาของสถาบัน SmartMathPro
สำหรับน้อง ๆ ที่สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม รวมถึงติดตามข่าวสารต่าง ๆ ที่อัปเดตอย่างเรียลไทม์ ได้ที่
Line : @smartmathpronews
FB : Pan SmartMathPro ติวคณิต By พี่ปั้น
IG : pan_smartmathpro
X : @PanSmartMathPro
Tiktok : @pan_smartmathpro
Lemon8 : @pan_smartmathpro





