สรุป แสงเชิงรังสี ฟิสิกส์ ม.5 พร้อมโจทย์และเฉลย

สำหรับน้อง ๆ ม.ปลายที่กำลังมองหาสรุปเนื้อหาแสงเชิงรังสี ม.5 ไม่ควรพลาดบทความนี้เลยน้าา เพราะว่าพี่เตรียมสรุปความหมาย การสะท้อนของแสงและการหักเหของแสง ภาพจากเลนส์บาง กระจกเงาทรงกลม เป็นต้น พร้อมมีตัวอย่างโจทย์ให้แต่ละหัวข้อด้วย และท้ายบทความมีแบบฝึกหัดและเฉลยแจกให้ไปฝึกเพิ่มเติมกันด้วยน้า

แสงเชิงรังสีคืออะไร ?

แสงเชิงรังสี (Ray Optics) หรือที่ในทางฟิสิกส์มักเรียกว่า ทัศนศาสตร์เชิงเรขาคณิต (Geometrical Optics) คือ แขนงหนึ่งของการศึกษาเรื่องแสงที่มุ่งเน้นอธิบายพฤติกรรมของแสงผ่านแบบจำลองที่เรียบง่ายที่สุด โดยมองว่า
แสงเดินทางเป็นเส้นตรง

ในแบบจำลองนี้ เราจะใช้เส้นตรงที่มีหัวลูกศรระบุทิศทาง เรียกว่า รังสีของแสง เพื่อใช้เป็นตัวแทนแสดงเส้นทางการเคลื่อนที่ของแสงพลังงาน และใช้เรขาคณิตพื้นฐานมาช่วยวิเคราะห์การเกิดภาพผ่านอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น
กระจกหรือเลนส์

การสะท้อนของแสงและการหักเหของแสง

การสะท้อนของแสง

การสะท้อนของแสงเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เราสามารถพบเห็นได้ทั่วไปในชีวิตประจำวัน ตัวอย่างเช่น การที่เราฉายแสงจากเลเซอร์พอยเตอร์หรือไฟฉายไปยังกระจกแล้วพบว่ามีแสงสะท้อนออกมา หรือแม้แต่การที่เราสามารถมองเห็นใบหน้าของตนเองในกระจกเงาได้ ก็ล้วนเป็นผลมาจากการสะท้อนของแสงทั้งสิ้น

ปรากฏการณ์นี้จะเกิดขึ้นเมื่อแสงเดินทางไปตกกระทบกับผิวสะท้อน ซึ่งผิวสะท้อนนั้นอาจจะเป็นกระจกเงาหรือพื้นผิวของวัสดุอื่นๆ ก็ได้ โดยที่พื้นผิวดังกล่าวไม่จำเป็นจะต้องราบเรียบเสมอไป

เพื่อให้เข้าใจถึงรูปแบบของการสะท้อน เราจำเป็นต้องรู้จักคำศัพท์ที่ใช้เรียกเส้นและมุมต่าง ๆ ดังนี้

  • เส้นแนวฉาก (Normal line) : คือเส้นสมมติที่ถูกลากขึ้นมาให้ตั้งฉากกับผิวสะท้อนตรงจุดที่แสงตกลงมาพอดี
  • มุมตกกระทบ (Angle of incidence,\theta_1[/katex)</strong> : คือมุมที่วัดระหว่างรังสีตกกระทบกับเส้นแนวฉาก</li><li><strong>มุมสะท้อน (Angle of reflection,\theta_2) : คือมุมที่วัดระหว่างรังสีสะท้อนกับเส้นแนวฉาก
การสะท้อนของแสง

กฎการสะท้อนของแสง

จากการศึกษารูปแบบที่ชัดเจนของการสะท้อนแสงผ่านกิจกรรมการทดลอง สามารถสรุปเป็นกฎการสะท้อนของแสงได้ 2 ข้อหลัก ได้แก่

  1. มุมตกกระทบมีค่าเท่ากับมุมสะท้อนเสมอ (\theta_1 = \theta_2)
  2. รังสีตกกระทบ รังสีสะท้อน และเส้นแนวฉาก จะต้องอยู่ในระนาบเดียวกัน

การหักเหของแสง

การหักเหของแสงเป็นปรากฏการณ์ทางแสงที่เห็นได้อย่างชัดเจน เพราะจะทำให้แสงเปลี่ยนแนวทางไปจากเดิม ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อแสงมีการเดินทางจากตัวกลางหนึ่งไปยังอีกตัวกลางหนึ่ง

ตัวอย่างเช่น การที่แสงเลเซอร์เดินทางจากอากาศเข้าไปในแท่งแก้ว แล้วเดินทางจากแก้วออกสู่อากาศ รังสีของแสงส่วนที่เข้าไปในตัวกลางใหม่จะถูกเรียกว่า รังสีหักเห (refracted ray) ซึ่งจะทำมุมหักเห (\theta_2) กับเส้นแนวฉาก 

การหักเหของแสง

ดรรชนีหักเหของตัวกลาง

การหักเหของแสงเป็นผลโดยตรงมาจากการที่อัตราเร็วของคลื่นในตัวกลางแต่ละชนิดมีค่าไม่เท่ากัน เพื่อความสะดวกในการศึกษาเรื่องแสง เรามักจะพิจารณาผ่านค่าที่เรียกว่า ดรรชนีหักเห (n)

ดรรชนีหักเห

กฎการหักเหและกฎของสเนลล์

เมื่อแสงเคลื่อนที่ผ่านผิวรอยต่อของตัวกลางสองตัวกลาง โดยที่รังสีตกกระทบไม่ตั้งฉากกับผิวรอยต่อ รังสีหักเหจะเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่ ซึ่งสามารถสรุปเป็น กฎการหักเห ได้ดังนี้

  1. ความสัมพันธ์ระหว่างมุมและดรรชนีหักเหเป็นไปตามสมการ n_1 \sin \theta_1 = n_2 \sin \theta_2
  2. รังสีตกกระทบ รังสีหักเห และเส้นแนวฉากจะต้องอยู่ในระนาบเดียวกัน

ความสัมพันธ์ในข้อ 1 ถูกเรียกว่า กฎของสเนลล์ (Snell’s law) ซึ่งมีที่มาจากการประยุกต์ใช้ความรู้เรื่องการหักเหของคลื่นที่ว่า

\frac{\sin \theta_1}{\sin \theta_2} = \frac{v_1}{v_2} = \frac{n_2}{n_1}

ตัวอย่างโจทย์การหักเหของแสง

1. ในการทดสอบสมบัติทางแสงของของเหลวชนิดใหม่ นักวิทยาศาสตร์ได้ฉายลำแสงจากอากาศเข้าไปในของเหลวทดลอง พบว่าเมื่อแสงตกกระทบผิวรอยต่อด้วยมุม 45^\circ แสงจะเคลื่อนที่หักเหเข้าไปในของเหลวด้วยมุม 30^\circ หากทราบว่าอัตราเร็วของแสงในอากาศมีค่าเท่ากับ 3 \times 10^8 เมตรต่อวินาที แสงจะเดินทางในของเหลวนี้ด้วยอัตราเร็วเท่าใด

วิธีทำ

จากความสัมพันธ์ของการหักเห

ตอบ แสงจะเดินทางในของเหลวนี้ด้วยอัตราเร็ว 1.5\sqrt{2} \times 10^8 เมตรต่อวินาที

ภาพจากเลนส์บาง กระจกเงาทรงกลม

ภาพที่เกิดจากกระจก

กระจกโค้งทรงกลม (spherical mirror) มี 2 ชนิด คือ กระจกเว้า (concave mirror) และกระจกนูน (convex mirror) โดยผิวของกระจกเว้าและกระจกนูนเป็นส่วนหนึ่งของผิวโค้งทรงกลม

กระจกเว้า คือ กระจกที่มีผิวโค้งภายในทรงกลมเป็นผิวสะท้อนแสง รังสีสะท้อนอยู่ด้านเดียวกับจุดศูนย์กลางความโค้ง กระจกเว้าทำหน้าที่สะท้อนแสงให้มารวมกันเพื่อเกิดภาพ

กระจกนูน คือ กระจกที่มีผิวโค้งภายนอกทรงกลมเป็นผิวสะท้อนแสง รังสีสะท้อนอยู่ด้านนอกจุดศูนย์กลางความโค้ง กระจกนูนทำหน้าที่สะท้อนแสงเพื่อกระจายแสงมาเกิดภาพ

ส่วนประกอบต่าง ๆ ของกระจกเว้าและกระจกนูน

ส่วนประกอบต่าง ๆ ของกระจกเว้าและกระจกนูน

  1. จุด V คือ จุดยอด (vertex)
  2. จุด C คือ จุดศูนย์กลางความโค้ง (center)
  3. จุด F คือ จุดโฟกัส (focus) โดยอยู่ระหว่างจุด C และ V
  4. แกนมุขสำคัญ (Principle axis) คือ เส้นตรงที่ลากผ่านจุด C จุด F และ จุด V
  5. ระยะจากจุด V ถึงจุด F เรียกว่า ความยาวโฟกัส
  6. ระยะจากจุด V ถึงจุด C เรียกว่า รัศมีความโค้งสำหรับกระจกโค้งทรงกลม รัศมีความโค้งจะมีค่าเป็น 2 เท่าของความยาวโฟกัส

การสะท้อนของแสงขนานที่ตกกระทบใกล้แกนมุขสำคัญของกระจกโค้งทรงกลม

แสงขนานที่ตกกระทบใกล้แกนมุขสำคัญของกระจกเว้าจะสะท้อนไปตัดกันที่จุดโฟกัส ดังรูป

แสงขนานที่ตกกระทบใกล้แกนมุขสำคัญของกระจกนูนจะทำให้รังสีของแสงกระจายออกไปในทิศทางที่เสมือนมาจากจุดโฟกัสของกระจกนูน ดังรูป

ภาพที่เกิดจากเลนส์

เลนส์ เป็นอุปกรณ์ที่ใช้เบี่ยงเบนแนวลำแสง ซึ่งเลนส์ส่วนใหญ่ประกอบมาจากแก้วและพลาสติกใส เลนส์โดยทั่วไปมีลักษณะเป็นแผ่นกลม ซึ่งแบ่งเป็น 2 ชนิด ได้แก่ เลนส์นูน และเลนส์เว้า เมื่อแสงจากวัตถุหักเหผ่านเลนส์จะทำให้ปรากฏภาพซึ่งลักษณะภาพก็จะขึ้นอยู่กับชนิดของเลนส์

เลนส์นูน (convex lens) คือ เลนส์ที่มีลักษณะบริเวณกลางเลนส์หนากว่าบริเวณขอบเลนส์ เลนส์นูนสามารถแบ่งได้เป็น เลนส์นูน 2 หน้า (biconvex lens) เลนส์นูนแกมระนาบ (plano convex lens) และเลนส์นูนแกมเว้า (concave convex lens)

เลนส์เว้า (concave lens) คือ เลนส์ที่มีลักษณะบริเวณกลางเลนส์บางกว่าบริเวณขอบเลนส์ เลนส์เว้าสามารถแบ่งได้เป็น เลนส์เว้า 2 หน้า (biconcave lens) เลนส์เว้าแกมระนาบ (plano concave lens) และเลนส์เว้าแกมนูน (convex concave lens)

ส่วนประกอบต่าง ๆ ของเลนส์เว้าและเลนส์นูน

ส่วนประกอบต่าง ๆ ของเลนส์เว้าและเลนส์นูน

  1. จุด O แทนจุดกึ่งกลางเลนส์
  2. จุด C แทนจุดศูนย์กลางความโค้ง
  3. เส้นตรงที่ลากผ่านจุด C และ O เรียกว่า แกนมุขสำคัญ (Principal Axis)
  4. จุดที่แบ่งครึ่งระยะระหว่าง C กับ O เรียกว่า จุดโฟกัส (F)
  5. ระยะที่วัดจากที่จุด O ถึงจุด C เรียกว่า รัศมีความโค้งของเลนส์ (R)

หลักการคำนวณเพื่อหาตำแหน่งและขนาดภาพ

โดยสามารถแทนเครื่องหมายได้ ดังต่อไปนี้

ตัวอย่างโจทย์ภาพจากเลนส์บาง กระจกเงาทรงกลม

1. วางวัตถุไว้หน้ากระจกเว้าที่ระยะ 30 เซนติเมตร โดยกระจกมีความยาวโฟกัส 15 เซนติเมตร ภาพที่เกิดขึ้นจะอยู่ห่างจากกระจกเท่าใด

วิธีทำ
จากสูตรความสัมพันธ์

ตอบ ภาพที่เกิดขึ้นจะอยู่ห่างจากกระจก 30 เซนติเมตร

2. วางวัตถุห่างจากเลนส์นูน 30 เซนติเมตร หากเลนส์มีความยาวโฟกัส 10 เซนติเมตร จะเกิดภาพที่ระยะห่างจากเลนส์เท่าใด

วิธีทำ
จากสูตรความสัมพันธ์

ตอบ จะเกิดภาพที่ระยะห่างจากเลนส์ 15 เซนติเมตร

แสงสีและการมองเห็นแสงสี

ธรรมชาติของแสงและสเปกตรัม

แสงที่ตามนุษย์มองเห็นได้ (Visible Light) เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความยาวคลื่นอยู่ในช่วงประมาณ 400 – 700 \ nm โดย แสงขาว (White light) จากดวงอาทิตย์หรือหลอดไฟ ล้วนประกอบขึ้นจากแสงสีต่าง ๆ รวมกัน

ได้แก่ ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด และแดง (สเปกตรัมของแสง) เมื่อแสงขาวผ่านปริซึม แสงแต่ละสีจะเกิดการหักเหไม่เท่ากัน ทำให้เราเห็นแสงแยกออกเป็นสีต่าง ๆ

หลักการมองเห็นสีของวัตถุ

การที่เรามองเห็นวัตถุเป็นสีต่าง ๆ เกิดจากกระบวนการ ดูดกลืน (Absorption) และ สะท้อน (Reflection) ของแสงสีบนพื้นผิววัตถุ

  • วัตถุสีแดง : จะสะท้อนเฉพาะแสงสีแดงเข้าสู่ตาเรา และดูดกลืนแสงสีอื่น ๆ ไว้ทั้งหมด
  • วัตถุสีขาว : สะท้อนแสงทุกสี
  • วัตถุสีดำ : ดูดกลืนแสงทุกสี (ไม่สะท้อนแสงสีใดเลย)

กลไกการมองเห็นของนัยน์ตา

แสงจากวัตถุจะเดินทางผ่านเลนส์ตาไปตกกระทบที่ จอตา (Retina) ซึ่งมีเซลล์รับแสง 2 ชนิดหลัก ทำหน้าที่เปลี่ยนพลังงานแสงเป็นสัญญาณประสาทส่งไปยังสมอง :

  • เซลล์รูปแท่ง (Rod Cell) : ไวต่อความเข้มของแสง ทำให้มองเห็นรูปร่างและโทนสีขาว-ดำ ทำงานได้ดีในที่แสงน้อย
  • เซลล์รูปกรวย (Cone Cell) : ไวต่อแสงสี มี 3 ชนิดย่อยที่ตอบสนองต่อแสงสีต่างกัน คือ แดง เขียว และน้ำเงิน ทำงานได้ดีในที่ที่มีแสงสว่างเพียงพอ

การผสมแสงสี

แม่สีของแสง (Primary Colors of Light) มี 3 สี ได้แก่ แดง (Red) เขียว (Green) และน้ำเงิน (Blue)

  • แดง + เขียว = เหลือง (Yellow)
  • แดง + น้ำเงิน = ม่วงแดง (Magenta)
  • เขียว + น้ำเงิน = น้ำเงินเขียว (Cyan)
  • แดง + เขียว + น้ำเงิน = แสงขาว (White Light)

 

การผสมสารสี

สารสี (Pigment) คือ สารที่ทำงานโดยการ ดูดกลืน (Absorb) แสงสีบางส่วน และสะท้อนแสงสีที่เหลือเข้าสู่ตาเรา การผสมสารสีจึงเป็นการ “หักแสงสีออก” ยิ่งผสมสีรวมกันมากเท่าไหร่ สีที่ได้จะยิ่งมืดลงเท่านั้น

แม่สีสารสี

มี 3 สี ซึ่งเป็นสีเดียวกับหมึกพิมพ์ (CMY) ได้แก่ น้ำเงินเขียว (Cyan) ม่วงแดง (Magenta) และเหลือง (Yellow)

ผลการผสมสารสีแบบทุติยภูมิ

  • น้ำเงินเขียว (Cyan) + เหลือง (Yellow) = เขียว (Green)
  • น้ำเงินเขียว (Cyan) + ม่วงแดง (Magenta) = น้ำเงิน (Blue)
  • ม่วงแดง (Magenta) + เหลือง (Yellow) = แดง (Red)
  • น้ำเงินเขียว + ม่วงแดง + เหลือง = สีดำ (Black) (เป็นการดูดกลืนแสงทุกสีจนหมด ทำให้ไม่มีแสงสีใดสะท้อนกลับเข้าตาเราเลย)

สรุปสูตรเกี่ยวกับแสงเชิงรังสี

สรุปสูตรเกี่ยวกับแสงเชิงรังสี

ติว A-Level ฟิสิกส์กับ SmartMathPro

พี่ขอแนะนำตัวช่วยอย่าง คอร์สเตรียมสอบมหาลัยฯ ของ SmartMathPro เลยย มีให้เลือกมากมายทั้งสนาม TGAT / TPAT หรือ A-Level และสอนโดยติวเตอร์ที่มีความเชี่ยวชาญในแต่ละวิชาด้วย

โดยในแต่ละคอร์สจะสอนปูพื้นฐานแบบละเอียด อิงตาม Test Blueprint ปีล่าสุด (ใครที่พื้นฐานไม่แน่นก็สามารถเรียนได้) พร้อมพาตะลุยโจทย์แบบไต่ระดับ ตั้งแต่โจทย์ซ้อมมือไปจนถึงข้อสอบเก่าหรือโจทย์ที่ใกล้เคียงกับข้อสอบจริง แถมยังแจกเทคนิคในการทำข้อสอบที่จะช่วยให้น้อง ๆ ทำข้อสอบได้เร็วขึ้นและช่วยเพิ่มโอกาสในการอัปคะแนนให้อีกด้วย สำหรับน้อง ๆ คนไหนที่สมัครตอนนี้ รับฟรี Unseen Mock Test ชุดพิเศษ และสิทธิพิเศษต่าง ๆ ประจำเดือน ถ้าใครสนใจ คลิก เข้ามาดูรายละเอียดแต่ละคอร์สได้เลยยย

ข้อสอบแสงเชิงรังสีพร้อมเฉลย

เฉลยโจทย์แสงเชิงรังสี ข้อที่ 1

ตอบ ความยาวโฟกัสของเลนส์เว้ามีค่าเท่ากับ 60 เซนติเมตร

วิธีทำ
หาระยะภาพ

หาความยาวโฟกัส

เฉลยโจทย์แสงเชิงรังสี ข้อที่ 2

ตอบ ตัวเลือก 3 อยู่ห่างจากเลนส์ประกอบ 30 เซนติเมตร และเป็นภาพเสมือน

วิธีทำ
หาความยาวโฟกัสของเลนส์ที่มีสมบัติในการกระจายแสง

หาความยาวโฟกัสรวมของเลนส์ประกอบ \left(f_{eq}\right)

หาตำแหน่งและชนิดของภาพที่เกิดจากเลนส์ประกอบ

แจกฟรี ข้อสอบฟิสิกส์พร้อมเฉลย

ดูคลิปติว A-Level ฟิสิกส์

ดูคลิปติววิชาอื่น ๆ ได้ทาง Youtube : SmartMathPro

บทความ แนะนำ

บทความ แนะนำ

A-Level-ฟิสิกส์ ออกสอบอะไรบ้าง ?
ข้อสอบ A-Level ฟิสิกส์ 69 ออกอะไรบ้าง? ฝึกทำโจทย์ที่นี่เลย!
สรุปเนื้อหาฟิสิกส์ ม.5 ไฟฟ้าสถิต
สรุป ไฟฟ้าสถิต ฟิสิกส์ ม.5 พร้อมโจทย์และเฉลยฟรี
ภาพปกฟิสิกส์_เสียง
เสียง ฟิสิกส์ ม.5 สรุปเนื้อหา พร้อมสูตรและตัวอย่างโจทย์
สรุปเนื้อหาฟิสิกส์ แรง ม.4
สรุป แรง ฟิสิกส์ ม.4 พร้อมแจกโจทย์และเฉลย - SmartMathPro
ภาพปกฟิสิกส์_แสงเชิงคลื่น
สรุป แสงเชิงคลื่น ฟิสิกส์ ม.5 พร้อมโจทย์และเฉลย

ทีมวิชาการฟิสิกส์

ผู้อยู่เบื้องหลังการจัดทำคอร์สเรียนร่วมกับพี่ติวเตอร์
และผู้เขียนบทความวิชาการฟิสิกส์ของสถาบัน SmartMathPro

ทีมวิชาการฟิสิกส์

ผู้อยู่เบื้องหลังการจัดทำคอร์สเรียนร่วมกับพี่ติวเตอร์
และผู้เขียนบทความวิชาการฟิสิกส์ของสถาบัน SmartMathPro

สำหรับน้อง ๆ ที่สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม รวมถึงติดตามข่าวสารต่าง ๆ ที่อัปเดตอย่างเรียลไทม์ ได้ที่

Line : @smartmathpronews

FB : Pan SmartMathPro ติวคณิต By พี่ปั้น 

IG : pan_smartmathpro

X : @PanSmartMathPro

Tiktok : @pan_smartmathpro

Lemon8 : @pan_smartmathpro

Share
โปรโมชัน




คลังข้อสอบ



เว็บไซต์สอบเข้าบัญชี-บริหาร



เว็บไซต์สำหรับ Dek70