ใครเคยสงสัยบ้างว่าทำไมคนเรามีบางลักษณะเหมือนพ่อ แต่บางลักษณะก็เหมือนแม่ คำถามเหล่านี้ล้วนเกี่ยวข้องกับ การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม ซึ่งเป็นกระบวนการพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตที่ทำให้ลักษณะต่าง ๆ ถูกส่งผ่านจากรุ่นพ่อแม่ไปสู่รุ่นลูก พร้อมทั้งก่อให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพที่พบในธรรมชาติได้อีกด้วย
โดยในบทความนี้จะพาทุกคนทำความรู้จักเกี่ยวกับการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม พร้อมแจกแบบฝึกหัดและเฉลยไว้ให้ท้ายบทความด้วยน้า
สนใจหัวข้อไหน ... กดอ่านเลย
Toggleการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมคืออะไร ?
การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม (Heredity) หมายถึง กระบวนการที่ลักษณะต่าง ๆ ของสิ่งมีชีวิตถูกส่งผ่านจากพ่อแม่ไปยังลูกหลานผ่านทางสารพันธุกรรม หรือดีเอ็นเอ (DNA) ซึ่งอยู่บนโครโมโซมภายในนิวเคลียสของเซลล์
หน่วยพื้นฐานของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมคือ ยีน (Gene) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของดีเอ็นเอที่ทำหน้าที่กำหนดลักษณะต่าง ๆ ของสิ่งมีชีวิต เช่น สีดอก สีผิว สีตา ความสูง กรุ๊ปเลือด หรือความสามารถในการสร้างโปรตีน
ชนิดต่าง ๆ
ในสิ่งมีชีวิตที่สืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ ลูกจะได้รับโครโมโซมครึ่งหนึ่งจากพ่อและอีกครึ่งหนึ่งจากแม่ ทำให้ได้รับยีนจากทั้งสองฝ่าย ส่งผลให้ลูกมีลักษณะบางอย่างคล้ายพ่อ บางอย่างคล้ายแม่ และบางลักษณะแตกต่างจากทั้งสองคน
คำศัพท์สำคัญที่ควรรู้ ได้แก่
- ยีน (Gene) : หน่วยควบคุมลักษณะทางพันธุกรรม
- แอลลีล (Allele) : รูปแบบที่แตกต่างกันของยีนเดียวกัน ซึ่งสามารถเข้าคู่กันได้หลายแบบ ดังนี้
- Homozygous alleles (ฮอโมไซกัส หรือ แอลลีลพันธุ์แท้) คือ สภาวะที่ยีนทั้งสองฝั่งจับคู่กันด้วย แอลลีลที่เหมือนกัน แบ่งออกเป็น 2 รูปแบบย่อย คือ :
- Homozygous Dominant (พันธุ์แท้ลักษณะเด่น) : มีแอลลีลเด่นทั้งคู่ เช่น AA
- Homozygous Recessive (พันธุ์แท้ลักษณะด้อย) : มีแอลลีลด้อยทั้งคู่ เช่น aa
- Heterozygous Alleles (เฮเทอโรไซกัส หรือ แอลลีลพันทาง) คือสภาวะที่ยีนทั้งสองฝั่งจับคู่กันด้วย
- Homozygous alleles (ฮอโมไซกัส หรือ แอลลีลพันธุ์แท้) คือ สภาวะที่ยีนทั้งสองฝั่งจับคู่กันด้วย แอลลีลที่เหมือนกัน แบ่งออกเป็น 2 รูปแบบย่อย คือ :
แอลลีลที่แตกต่างกัน โดยมียีนเด่นและยีนด้อยอยู่คู่กัน เช่น Aa
- จีโนไทป์ (Genotype) : ชุดของแอลลีลที่สิ่งมีชีวิตมี
- ฟีโนไทป์ (Phenotype) : ลักษณะที่แสดงออกให้สังเกตได้
- ลักษณะเด่น (Dominant trait) : ลักษณะที่แสดงออก เมื่อมีแอลลีลเด่นอย่างน้อยหนึ่งตัว
- ลักษณะด้อย (Recessive trait) : ลักษณะที่จะแสดงออก เมื่อมีแอลลีลด้อยทั้งสองตัว
การศึกษาพันธุกรรมของเมนเดล
เกรเกอร์ โยฮันน์ เมนเดล (Gregor Johann Mendel) เป็นนักบวชชาวออสเตรียผู้ศึกษาการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมโดยใช้ต้นถั่วลันเตาเป็นสิ่งทดลอง เนื่องจากปลูกง่าย ให้ลูกหลานจำนวนมาก และมีลักษณะที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ถึง 7 ลักษณะ ได้แก่ สีดอก สีเมล็ด รูปร่างเมล็ด สีฝัก รูปร่างฝัก ตำแหน่งของการออกดอก และความสูงของลำต้น
เมนเดลใช้วิธีผสมพันธุ์ถั่วลันเตาที่มีสายพันธุ์แท้ แล้วติดตามลักษณะที่ปรากฏในรุ่นลูก (F₁ และ F₂) จากผลการทดลองทำให้ค้นพบกฎพื้นฐานของพันธุศาสตร์ ได้แก่
กฎการแยก (Law of Segregation)
การทำ Monohybrid Cross (การผสมพิจารณาเพียง 1 ลักษณะ) เป็นการทดลองที่เมนเดลใช้พิสูจน์ กฎข้อที่ 1 หรือ กฎการแยก (Law of Segregation) โดยศึกษาการถ่ายทอดทางพันธุกรรมทีละลักษณะ เช่น ความสูงของต้นถั่ว โดยพบว่า แอลลีลที่ควบคุมลักษณะเดียวกันจะแยกออกจากกันระหว่างการสร้างเซลล์สืบพันธุ์ ทำให้เซลล์สืบพันธุ์แต่ละเซลล์ได้รับแอลลีลเพียงหนึ่งตัว เมื่อเกิดการปฏิสนธิ แอลลีลจากพ่อและแม่จะรวมกันอีกครั้ง
ตัวอย่างการผสมทีละหนึ่งลักษณะ (Monohybrid Cross)
ต้นสูง (TT) × ต้นเตี้ย (tt)
รุ่นพ่อแม่ (P) TT × tt
เซลล์สืบพันธุ์ T × t
รุ่นลูก (F₁) Tt ทั้งหมด → ต้นสูง 100%
เมื่อนำรุ่น F₁ มาผสมกัน Tt × Tt
จะได้รุ่น F2 อัตราส่วนจีโนไทป์ คือ TT : Tt : tt = 1 : 2 : 1
อัตราส่วนฟีโนไทป์ คือ ต้นสูง : ต้นเตี้ย = 3 : 1
และเมื่อทดลองในทุก ๆ ลักษณะของถั่วลันเตา พบว่าจะเจอการแสดงออกของลูกรุ่น F_{2} ในอัตราส่วน 3 : 1 นี้เสมอ และทำให้กลายเป็นผลการทดลองที่ทำให้เมนเดลค้นพบกฎการแยก
กฎการรวมกลุ่มอย่างอิสระ (Law of Independent Assortment)
การผสมแบบ Dihybrid Cross (การผสมพิจารณา 2 ลักษณะพร้อมกัน) เป็นการทดลองที่เมนเดล นำมาใช้ตั้ง กฎข้อที่ 2 หรือ กฎแห่งการรวมกลุ่มอย่างอิสระ (Law of Independent Assortment) โดยสรุปได้ว่า ในระหว่างการสร้างเซลล์สืบพันธุ์ แอลลีลของยีนแต่ละลักษณะจะแยกออกจากกันและไปรวมกลุ่มกันในเซลล์สืบพันธุ์ได้อย่างอิสระ ทำให้เกิดการจับคู่กันของลักษณะใหม่ๆ ในรุ่นลูก
ตัวอย่างการผสมทีละ 2 ลักษณะ (Dihybrid Cross)
เมนเดลศึกษาลักษณะ รูปร่างของเมล็ด (เมล็ดกลม (R), เมล็ดขรุขระ (r)) ร่วมกับ สีของเมล็ด (เมล็ดสีเหลือง (Y), เมล็ดสีเขียว (y))
- รุ่นพ่อแม่ (P) : นำพันธุ์แท้เมล็ดกลมสีเหลือง (RRYY) ผสมกับพันธุ์แท้เมล็ดขรุขระสีเขียว (rryy)
- รุ่นลูกที่ 1 ((F_{1})) : ได้รุ่นลูกที่มีลักษณะเด่นทั้งหมด คือ เมล็ดกลมสีเหลือง แต่มีจีโนไทป์เป็น heterozygous คือ RrYy
- รุ่นลูกที่ 2 ((F_{2})) : เมื่อนำลูก F1 RrYy และ RrYy มาผสมกันเอง เซลล์สืบพันธุ์ที่ได้จะมี 4 แบบ คือ RY, Ry, rY, ry เมื่อนำมาไขว้กันในตารางพันเนตต์ (Punnett square) จะได้อัตราส่วนของฟีโนไทป์ ลักษณะภายนอก เป็น 9 : 3 : 3 : 1 มีรายละเอียดดังนี้
- 9 : เมล็ดกลม-สีเหลือง (ลักษณะเด่น-เด่น)
3 : เมล็ดกลม-สีเขียว (ลักษณะเด่น-ด้อย)
3 : เมล็ดขรุขระ-สีเหลือง (ลักษณะด้อย-เด่น)
1 : เมล็ดขรุขระ-สีเขียว (ลักษณะด้อย-ด้อย)
กฎของเมนเดลสามารถอธิบายการถ่ายทอดลักษณะเด่นและลักษณะด้อยในสิ่งมีชีวิตจำนวนมาก และเป็นรากฐานสำคัญของวิชาพันธุศาสตร์ในปัจจุบัน
การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมที่เป็นส่วนขยายของพันธุศาสตร์เมนเดล
ภายหลังการค้นพบของเมนเดล นักวิทยาศาสตร์พบว่าการถ่ายทอดลักษณะบางชนิดไม่เป็นไปตามกฎของเมนเดลทั้งหมด เราจะเรียกว่า ส่วนขยายของพันธุศาสตร์เมนเดล ซึ่งมีหลากหลายรูปแบบคือ
- ความเด่นไม่สมบูรณ์ (Incomplete Dominance) : แอลลีลเด่นไม่สามารถข่มแอลลีลด้อยได้ทั้งหมด ทำให้ลูกที่เป็นเฮเทอโรไซกัสมีลักษณะกึ่งกลางระหว่างพ่อแม่ เช่น ดอกไม้สีแดงผสมกับดอกสีขาว ได้ลูกเป็นดอกสีชมพู
- ความเด่นร่วม (Codominance) : แอลลีลทั้งสองแสดงออกพร้อมกันโดยไม่มีแอลลีลใดข่มอีกฝ่าย ตัวอย่างที่สำคัญคือ กรุ๊ปเลือดระบบ ABO ซึ่งอัลลีล IA และ IB แสดงออกพร้อมกัน ทำให้เกิดกรุ๊ปเลือด AB หรือสีขนของวัวสีโรนที่เห็นได้ชัดเจน
มัลติเพิลแอลลีล (Multiple Alleles) : ยีนบางตำแหน่งมีแอลลีลมากกว่าสองชนิดในประชากร แม้ว่าสิ่งมีชีวิตแต่ละตัวจะมีได้เพียงสองแอลลีล ตัวอย่างคือ ระบบหมู่เลือด ABO ที่ประกอบด้วย I^A, I^B และ i
ลักษณะควบคุมโดยยีนหลายคู่ (Polygenic Inheritance) : ลักษณะบางอย่างถูกควบคุมโดยยีนหลายคู่ร่วมกัน ทำให้เกิดความแปรผันอย่างต่อเนื่อง เช่น สีผิว ความสูง น้ำหนัก และสีของเมล็ดข้าวสาลี
ยีนที่เพศมีผลต่อการแสดงออก (Sex influenced gene) คือ ยีนที่อยู่บนออโตโซม (โครโมโซมร่างกาย) แต่การแสดงออกของยีนนั้นถูกควบคุมหรือได้รับอิทธิพลจากฮอร์โมนเพศ ทำให้เพศชายและเพศหญิงแสดงลักษณะทางพันธุกรรมนี้ออกมาต่างกัน ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ ลักษณะศีรษะล้าน (Pattern baldness) ซึ่งถูกควบคุมโดยยีนบนออโตโซม โดยมียีนศีรษะล้านเป็นยีนเด่น (B) และยีนผมปกติเป็นยีนด้อย (b)
เพศชาย : หากมีจีโนไทป์เป็น Bb จะแสดงลักษณะศีรษะล้าน (เนื่องจากมีฮอร์โมนเพศชายเทสโทสเตอโรนสูง)
เพศหญิง : จะแสดงลักษณะศีรษะล้านก็ต่อเมื่อมีจีโนไทป์เป็น BB เท่านั้น
ลักษณะที่ปรากฏจำเพาะเพศ (Sex-limited traits) คือ ลักษณะทางพันธุกรรมที่ถูกควบคุมด้วยยีนบนโครโมโซมร่างกายปกติ (Autosome) ซึ่งมีอยู่ในทั้งเพศชายและเพศหญิง แต่ลักษณะนั้นจะปรากฏหรือแสดงออกเพียงเพศใดเพศหนึ่งเท่านั้น เนื่องจากต้องอาศัยสภาพแวดล้อมภายในร่างกายหรือฮอร์โมนเพศเป็นตัวกระตุ้น
เช่น ขนหางของไก่ในเพศผู้
แผนผังพันธุประวัติ พงศาวลี หรือเพดดีกรี (Pedigree Chart) คือ แผนภาพที่ใช้แสดงลำดับเครือญาติและการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมของสมาชิกในครอบครัวหลายชั่วอายุคน โดยใช้สัญลักษณ์มาตรฐานแทนเพศ ความสัมพันธ์ และลักษณะที่ปรากฏ (ฟีโนไทป์) ของแต่ละบุคคล เพื่อศึกษารูปแบบการถ่ายทอดลักษณะหรือโรคทางพันธุกรรมได้อย่างเป็นระบบ
สัญลักษณ์ใน พงศาวลี (Pedigree Chart) เป็นสัญลักษณ์มาตรฐานที่ใช้ในการศึกษาพันธุศาสตร์ เพื่อแสดงเพศ ความสัมพันธ์ และการแสดงลักษณะทางพันธุกรรมของบุคคลในครอบครัว ดังนี้
สัญลักษณ์
- □ (สี่เหลี่ยม)
- ○ (วงกลม)
- ◇ (รูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน)
- ■ หรือ ● (ระบายทึบ)
- □ หรือ ○ (ไม่ระบายสี)
- ◐ หรือ ⊙ (ระบายครึ่งหนึ่ง/มีจุดกลาง ขึ้นกับรูปแบบที่ใช้)
- / ผ่านสัญลักษณ์
- เส้นแนวนอนเชื่อมระหว่างชาย–หญิง
- เส้นแนวตั้งจากคู่สมรสลงมา
- เส้นแนวนอนเชื่อมพี่น้อง
- เส้นคู่ระหว่างชาย–หญิง
- สัญลักษณ์ที่แตกแขนงจากจุดเดียวกัน
ความหมาย
- เพศชาย
- เพศหญิง
- ไม่ระบุเพศ หรือไม่ทราบเพศ
- บุคคลที่แสดงลักษณะหรือเป็นโรคที่กำลังศึกษา
- บุคคลที่ไม่แสดงลักษณะหรือไม่เป็นโรค
- พาหะ (Carrier) ของลักษณะด้อย โดยเฉพาะโรคที่ถ่ายทอดแบบยีนด้อย
- บุคคลเสียชีวิต
- การสมรสหรือการมีคู่
- แสดงการมีบุตร
- แสดงว่าบุคคลเป็นพี่น้องร่วมพ่อแม่เดียวกัน
- การสมรสระหว่างเครือญาติ (Consanguineous marriage)
- แสดงลูกแฝด (Twin) โดยถ้ามีเส้นเชื่อมระหว่างแฝดแสดงว่าเป็นแฝดแท้ (Monozygotic)
ยีนที่เกี่ยวข้องกับเพศ (Sex-linked gene) คือ ยีนที่อยู่บนโครโมโซมเพศ (X หรือ Y) รูปแบบการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมนี้จะแตกต่างจากยีนบนโครโมโซมร่างกายทั่วไป ทำให้บางโรคหรือลักษณะปรากฏเกิดขึ้นในเพศชายและเพศหญิงด้วยความถี่ไม่เท่ากัน
การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมของ Sex-linked gene แบ่งออกเป็น 3 รูปแบบหลักๆ ดังนี้
1. ยีนบนโครโมโซม X (X-linked genes) สามารถแบ่งแยกย่อยได้เป็น
1.1 ยีนเด่นบนโครโมโซม X (X-linked Dominant) ลักษณะหรือโรคที่ถูกควบคุมด้วยยีนเด่น เพียงแค่ได้รับยีนจากพ่อหรือแม่มาแค่ 1 แอลลีล ก็จะแสดงอาการทันที พบได้ทั้งในเพศชายและเพศหญิง
ตัวอย่าง : โรคกลุ่มอาการเร็ตต์ (Rett Syndrome) และ โรคกระดูกอ่อนจากการขาดฟอสเฟต (X-linked Hypophosphatemia)
1.2 ยีนด้อยบนโครโมโซม X (X-linked Recessive) ลักษณะหรือโรคที่ถูกควบคุมด้วยยีนด้อย ผู้หญิง (XX) จะแสดงอาการก็ต่อเมื่อต้องได้รับยีนด้อยจากทั้งพ่อและแม่ แต่หากได้รับยีนด้อยมาเพียงตัวเดียว จะเป็นเพียง “พาหะ” และไม่แสดงอาการ สำหรับผู้ชาย (XY) หากได้รับยีนด้อยเพียงตัวเดียวบนโครโมโซม X จะแสดงอาการทันที
ตัวอย่าง : โรคตาบอดสี โรคฮีโมฟีเลีย (เลือดออกไม่หยุด) และ โรคภาวะพร่องเอนไซม์ G-6-PD
2. ยีนบนโครโมโซม Y (Y-linked genes) เป็นยีนที่อยู่บนโครโมโซม Y ซึ่งมีขนาดเล็กและมียีนอยู่น้อย ยีนส่วนใหญ่ทำหน้าที่ควบคุมลักษณะเฉพาะของเพศชาย
รูปแบบการถ่ายทอด : จะถ่ายทอดจากพ่อไปสู่ลูกชายโดยตรง ไม่ถ่ายทอดไปสู่ลูกสาว
ตัวอย่าง : ยีน SRY ที่ควบคุมการพัฒนาอวัยวะเพศชาย และ ลักษณะมีขนยาวที่ใบหู (Hairy pinna)
การถ่ายทอดยีนบนโครโมโซมเดียวกัน
แม้ว่ากฎการรวมกลุ่มอย่างอิสระของเมนเดลจะอธิบายการถ่ายทอดยีนได้ในหลายกรณี แต่พบว่ายีนบางยีนอยู่บนโครโมโซมเดียวกัน จึงมีแนวโน้มถูกถ่ายทอดไปพร้อมกัน เรียกว่า ยีนบนโครโมโซมเดียวกัน (Linkage genes)
อย่างไรก็ตาม ในระหว่างการแบ่งเซลล์แบบไมโอซิสอาจเกิดกระบวนการ การแลกเปลี่ยนชิ้นส่วนของโครโมโซม (Crossing over) ระหว่างโครโมโซมคู่เหมือน ส่งผลให้เกิดการจัดเรียงยีนใหม่และเพิ่มความหลากหลายทางพันธุกรรม
ความถี่ของการเกิดการแลกเปลี่ยนชิ้นส่วนขึ้นอยู่กับระยะห่างของยีนบนโครโมโซม กล่าวคือ
- ยีนที่อยู่ใกล้กัน มีโอกาสถูกถ่ายทอดร่วมกันสูง
- ยีนที่อยู่ห่างกัน มีโอกาสเกิดการแลกเปลี่ยนชิ้นส่วนมากขึ้น ทำให้แยกจากกันได้ง่าย
ตัวอย่าง โทมัส ฮันต์ มอร์แกน ศึกษาแมลงหวี่ (Drosophila melanogaster) พบว่ายีนที่ควบคุมสีลำตัวและลักษณะปีกบางคู่มักถ่ายทอดไปด้วยกัน เพราะอยู่บนโครโมโซมเดียวกัน อย่างไรก็ตาม หากเกิดการแลกเปลี่ยนชิ้นส่วนของโครโมโซม (Crossing over) จะทำให้เกิดลูกที่มีลักษณะใหม่ เช่น ลำตัวสีดำแต่ปีกยาว หรือ ลำตัวสีเทาแต่ปีกสั้น ซึ่งพบได้น้อยกว่าลักษณะเดิม
ความรู้เรื่องยีนบนโครโมโซมเดียวกันมีประโยชน์ในการต่อยอดการสร้างแผนที่ยีน การศึกษาวิวัฒนาการ การปรับปรุงพันธุ์พืชและสัตว์ รวมถึงการวินิจฉัยโรคทางพันธุกรรมอีกด้วย
ข้อสอบการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม ม.4 พร้อมเฉลย
ตอบ ตัวเลือกที่ 3
รูปแบบการถ่ายทอดลักษณะของสีขนกระต่ายดังโจทย์ เป็นลักษณะของ มัลติเพิลแอลลีล (Multiple alleles) จากข้อมูลในตารางพบว่า พบว่า แอลลีล C เป็นแอลลีลเด่น เนื่องจากเมื่อพ่อหรือแม่ที่มีขนสีน้ำตาล มีการจับคู่ผสมพันธุ์กับสีไหนก็ตาม จะได้ลูกออกมาเป็นสีน้ำตาลเท่านั้น และใช้หลักการนี้ในการพิจารณาความ
สามารถในการข่มของแอลลีลแต่ละแบบ ตามผลในตาราง สรุปได้ว่า C > c^{ch} > c^{h} > c ตามลําดับ
ตอบ ตัวเลือกที่ 2
กำหนดให้
R ควบคุมลักษณะเมล็ดกลม r ควบคุมลักษณะเมล็ดขรุขระ
Y ควบคุมลักษณะเมล็ดสีเหลือง y ควบคุมลักษณะเมล็ดสีเขียว
Phenotype พ่อแม่ : เมล็ดกลมเหลือง X เมล็ดขรุขระเขียว
Genotype พ่อแม่ : RrYy X rryy
Gamete พ่อแม่ : RY, Ry, rY, ry ry
Genotype ลูกรุ่น F_1 : RrYy, Rryy, rrYy, rryy
Phenotype ลูกรุ่น F_1 :
เมล็ดกลมเหลือง, เมล็ดกลมเขียว, เมล็ดขรุขระเหลือง, เมล็ดขรุขระเขียว
เทียบเป็น Phenotype ratio คือ 1 : 1: 1 : 1 หรือ มีสัดส่วนลักษณะข้างต้นร้อยละ 25 เท่ากันทุกลักษณะ
เป็นอย่างไรกันบ้างกับเนื้อหาการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม ที่พี่สรุปมาให้ หลังอ่านจบแล้ว แนะนำให้ฝึกทำโจทย์เพิ่ม จะได้เข้าใจเนื้อหามากขึ้น โดยพี่มีก็ข้อสอบการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม พร้อมเฉลยมาฝากด้วย หวังว่าจะหวังว่าจะช่วยให้น้อง ๆ ที่กำลังเตรียมตัวสอบทุกคนแม่นในเนื้อหาเรื่องนี้มากขึ้นน้าา
บทความ แนะนำ
บทความ แนะนำ
ทีมวิชาการชีววิทยา
ผู้อยู่เบื้องหลังการจัดทำคอร์สเรียนร่วมกับพี่ติวเตอร์
และผู้เขียนบทความวิชาการชีววิทยาของสถาบัน SmartMathPro
ทีมวิชาการชีววิทยา
ผู้อยู่เบื้องหลังการจัดทำคอร์สเรียนร่วมกับพี่ติวเตอร์ และผู้เขียนบทความวิชาการชีววิทยาของสถาบัน SmartMathPro
สำหรับน้อง ๆ ที่สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม รวมถึงติดตามข่าวสารต่าง ๆ ที่อัปเดตอย่างเรียลไทม์ ได้ที่
Line : @smartmathpronews
FB : Pan SmartMathPro ติวคณิต By พี่ปั้น
IG : pan_smartmathpro
X : @PanSmartMathPro
Tiktok : @pan_smartmathpro
Lemon8 : @pan_smartmathpro




