สรุป เอนไซม์ (เคมีที่เป็นพื้นฐานสิ่งมีชีวิต ม.4) พร้อมแบบฝึกหัดและเฉลย

สรุปเนื้อหาชีววิทยา เอนไซม์ Enzyme

ในธรรมชาติ เราสามารถพบเห็นปฏิกิริยาเคมีรอบตัวได้มากมาย ตั้งแต่กระบวนการที่เกิดขึ้นในเสี้ยววินาทีอย่างการลุกไหม้ ไปจนถึงกระบวนการที่ใช้เวลายาวนานอย่างการขึ้นสนิมของเหล็ก ซึ่งสำหรับสิ่งมีชีวิตนั้น ปฏิกิริยาเคมีภายในเซลล์จะต้องดำเนินไปอย่างรวดเร็วและเป็นระบบภายใต้สภาวะแวดล้อมที่จำกัด

สิ่งมีชีวิตจึงสร้างเอนไซม์ขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว จำเพาะ และควบคุมได้ ช่วยให้กิจกรรมทางชีวภาพดำเนินไปได้อย่างสมดุลและรวดเร็วพอต่อการดำรงชีวิต

ซึ่งในบทความนี้จะเขียนถึงเอนไซม์แบบหลากหลายหัวข้อ เช่น ความหมาย การทำงานของเอนไซม์ พร้อมตัวอย่างข้อสอบท้ายบทความไว้ให้ทุกคนได้นำไปใช้เตรียมสอบ A-Level และที่โรงเรียนด้วย 

เอนไซม์ (Enzyme) คืออะไร ? สำคัญอย่างไร ?

เอนไซม์ (Enzyme) คือ สารชีวโมเลกุลที่ส่วนใหญ่เป็นโปรตีน (มีเพียงส่วนน้อยที่เป็น RNA เรียกว่า ไรโบไซม์ ) ที่สิ่งมีชีวิตสร้างขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา (Catalyst)

เอนไซม์มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสิ่งมีชีวิต เพราะช่วยลดพลังงานกระตุ้น (Activation Energy) ของปฏิกิริยาเคมี ทำให้ปฏิกิริยาต่าง ๆ ในร่างกาย เช่น การย่อยอาหาร การหายใจระดับเซลล์ สามารถเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพที่อุณหภูมิปกติของร่างกาย หากไม่มีเอนไซม์ ปฏิกิริยาเหล่านี้จะเกิดขึ้นช้ามากจนแทบไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลย

ผลของอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีที่เร่งด้วยเอนไซม์

การทำงานของเอนไซม์ (Enzyme)

การทำงานของเอนไซม์มีความจำเพาะเจาะจงสูงมาก โดยเอนไซม์จะมีโครงสร้างส่วนหนึ่งที่เรียกว่า บริเวณเร่ง (Active site) ซึ่งถูกออกแบบมาให้มีรูปร่างที่เข้าคู่กับสารตั้งต้น (Substrate) ได้อย่างพอดี

เมื่อสารตั้งต้นเข้าจับกับบริเวณเร่ง จะเกิดเป็นโครงสร้างชั่วคราวที่เรียกว่า เอนไซม์ซับสเตรตคอมเพลกซ์ (Enzyme-substrate Complex) ในสภาวะนี้ เอนไซม์จะช่วยปรับสภาพแวดล้อมและโครงสร้างพันธะเคมีให้เหมาะสมต่อการทำปฏิกิริยา ส่งผลให้พลังงานกระตุ้นของปฏิกิริยาลดต่ำลง ทำให้การเปลี่ยนแปลงจากสารตั้งต้นไปเป็นสารผลิตภัณฑ์เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว

หลังจากปฏิกิริยาสิ้นสุดลง สารผลิตภัณฑ์จะแยกตัวออกจากเอนไซม์ โดยที่ตัวเอนไซม์เองจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างถาวรและยังคงความสมบูรณ์เหมือนเดิม พร้อมที่จะกลับไปเริ่มต้นเร่งปฏิกิริยาใหม่หมุนเวียนไปได้เรื่อย ๆ ด้วยประสิทธิภาพที่สูงมากนี้ เอนไซม์เพียงโมเลกุลเดียวจึงสามารถเร่งปฏิกิริยากับสารตั้งต้นได้เป็นพันครั้งหรือมากกว่านั้นภายในเวลาเพียงหนึ่งวินาที

โดยสามารถอธิบายกลไกการทำงานได้ผ่าน 2 ทฤษฎีหลัก คือ

  1. ทฤษฎีแม่กุญแจกับลูกกุญแจ (Lock and Key Theory) : เป็นทฤษฎีในอดีตที่เสนอว่าบริเวณเร่งของเอนไซม์และสารตั้งต้นมีรูปร่างที่พอดีกัน เหมือนลูกกุญแจที่เสียบเข้าพอดีกับแม่กุญแจ
  2. ทฤษฎีการเหนี่ยวนำให้เหมาะสม (Induced Fit Theory) : เป็นทฤษฎีที่ได้รับการยอมรับในปัจจุบันโดยเสนอว่าตอนแรกบริเวณเร่งของเอนไซม์อาจไม่ได้มีรูปร่างพอดีกับสารตั้งต้น แต่เมื่อสารตั้งต้นเข้ามาใกล้ จะเกิดการเหนี่ยวนำให้เอนไซม์ปรับเปลี่ยนรูปทรงให้โอบรัดและจับกับสารตั้งต้นได้พอดีขึ้น

ในปฏิกิริยาที่เอนไซม์มีปริมาณคงที่ เมื่อเพิ่มสารตั้งต้น อัตราปฏิกิริยาจะเพิ่มขึ้นในช่วงแรก จนกระทั่งเอนไซม์ทำงานเต็มที่ทุกตัว (อิ่มตัว) หลังจากนั้นอัตราจะคงที่ โดยมีเอนไซม์เป็นปัจจัยจำกัด

ในทางกลับกัน ถ้าสารตั้งต้นคงที่ เมื่อเพิ่มเอนไซม์ อัตราปฏิกิริยาจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงจุดหนึ่งแล้วจะคงที่เนื่องจากสารตั้งต้นถูกใช้จนหมด โดยมีสารตั้งต้นเป็นปัจจัยจำกัด

ผลของความเข้มข้นของสารตั้งต้นต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีที่เร่งด้วยเอนไซม์

ปัจจัยที่มีผลต่อการทำงานของเอนไซม์ (Enzyme)

อัตราการทำงานของเอนไซม์ไม่ได้คงที่เสมอไป แต่ขึ้นอยู่กับปัจจัยสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ดังนี้

  • อุณหภูมิ (Temperature) : เอนไซม์แต่ละชนิดมีช่วงอุณหภูมิที่ทำงานได้ดีที่สุด (Optimum temperature) โดยในมนุษย์มักอยู่ที่ 37 องศาเซลเซียส หากอุณหภูมิสูงเกินไป จะทำให้พันธะในโมเลกุลโปรตีนถูกทำลาย เอนไซม์จะเสียสภาพธรรมชาติ (Denaturation) และทำงานไม่ได้อีก
  • ค่า pH : เอนไซม์แต่ละชนิดมีช่วง pH ที่เหมาะสมต่างกัน เช่น เพปซินในกระเพาะอาหารทำงานได้ดีในสภาวะเป็นกรดจัด (pH 2) ส่วนทริปซินในลำไส้เล็กทำงานได้ดีในสภาวะเป็นเบสอ่อน ๆ (pH 8)
ผลของ pH ต่อประสิทธิภาพในการทำงานของเอนไซม์

การยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ (Enzyme)

 ตัวยับยั้งเอนไซม์ คือ สารที่เข้าไปจับกับเอนไซม์แล้วทำให้เอนไซม์ทำงานได้ช้าลงหรือหยุดทำงาน แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ :

  1. ตัวยับยั้งแบบแข่งขัน (Competitive Inhibitor) : สารชนิดนี้มีรูปร่างคล้ายคลึงกับสารตั้งต้นมาก จึงเข้าไปแย่งจับที่บริเวณเร่งของเอนไซม์ ทำให้สารตั้งต้นตัวจริงเข้าจับไม่ได้ สามารถแก้ปัญหาได้โดยการเพิ่มความเข้มข้นของสารตั้งต้นลงไปให้มากกว่าตัวยับยั้ง

  2. ตัวยับยั้งแบบไม่แข่งขัน (Non-competitive Inhibitor) : สารชนิดนี้จะไปจับกับเอนไซม์ในบริเวณอื่นที่ไม่ใช่บริเวณเร่ง แต่การจับนี้ ส่งผลให้โครงสร้างสามมิติของบริเวณเร่งเปลี่ยนแปลงไป สารตั้งต้นจึงไม่สามารถเข้าจับกับเอนไซม์ได้ แม้จะเพิ่มสารตั้งต้นก็ตาม
การยับยั้งการทำงานของเอนไซม์

วิถีของ Metabolism

เมแทบอลิซึม (Metabolism) คือ ผลรวมของปฏิกิริยาเคมีทั้งหมดที่เกิดขึ้นภายในเซลล์ของสิ่งมีชีวิต ซึ่งปฏิกิริยาเหล่านี้แทบทั้งหมดต้องอาศัยเอนไซม์เป็นตัวเร่ง แบ่งออกเป็น 2 วิถีหลัก คือ

  1. แคแทบอลิซึม (Catabolism) : ปฏิกิริยาการสลายสารโมเลกุลใหญ่ให้เป็นโมเลกุลเล็ก มีการคายพลังงานออกมาเพื่อให้เซลล์นำไปใช้ เช่น กระบวนการหายใจระดับเซลล์ (Cellular Respiration) สลายกลูโคสเพื่อให้ได้ ATP
  2. แอแนบอลิซึม (Anabolism) : ปฏิกิริยาการสังเคราะห์สารโมเลกุลเล็กให้เป็นโมเลกุลใหญ่ มีการดูดพลังงานเข้าไปใช้ในการสร้างพันธะเคมี เช่น กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง (Photosynthesis) ของพืช หรือการสังเคราะห์โปรตีนจากกรดแอมิโน
เมแทบอลิซึมในสิ่งมีชีวิต

ปฏิกิริยาในสิ่งมีชีวิตมักไม่ได้เกิดขึ้นเพียงขั้นตอนเดียว แต่จะเกิดต่อเนื่องกันเป็นสายโซ่ เรียกว่า วิถีเมแทบอลิซึม (Metabolic Pathway) เช่น สาร A เปลี่ยนเป็นสาร B จากนั้นเปลี่ยนเป็นสาร C และเป็นผลิตภัณฑ์ D ในที่สุด โดยในแต่ละขั้นตอน (A→B, B→C, C→D) จะต้องใช้เอนไซม์ที่จำเพาะเจาะจงแตกต่างกันไปในการควบคุมแต่ละขั้นตอนอย่างเป็นระบบ

Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.

วิถีเมแทบอลิซึม

ข้อสอบเอนไซม์พร้อมเฉลย

ข้อสอบเอนไซม์ข้อ 1
เฉลยโจทย์เอนไซม์ ข้อที่ 1

ตอบ ตัวเลือกที่ 1

1. วิเคราะห์หลอด ก และ ง เพื่อหาเอนไซม์และสารตั้งต้น
หลอด ก: ใส่ C + D เกิดปฏิกิริยา (100) ได้สารใหม่คือ E ส่วนสาร D ยังเหลืออยู่เหมือนเดิม

หลอด ง: ใส่ A + C เกิดปฏิกิริยา (100) ได้สารใหม่คือ F ส่วนสาร A ยังเหลืออยู่เหมือนเดิม

ดังนั้น C คือ สารตั้งต้น (Substrate) เพราะถูกใช้ไปทั้งในหลอด (ก) และ (ง) เพื่อเปลี่ยนเป็นผลิตภัณฑ์

A และ D คือ เอนไซม์ (Enzyme) เพราะช่วยให้เกิดปฏิกิริยา และเมื่อสิ้นสุดการทดลองยังคงพบสาร A และ D อยู่ในหลอด (คุณสมบัติของเอนไซม์คือไม่ถูกใช้หมดไปในปฏิกิริยา)

2. วิเคราะห์หลอด ข และ ค เพื่อหาตัวยับยั้ง
หลอด ข: ใส่ B + C ไม่เกิดปฏิกิริยา (0) แสดงว่า B กับ C ทำปฏิกิริยากันเองไม่ได้
หลอด ค: ใส่ B + C + D ไม่เกิดปฏิกิริยา (0)

เปรียบเทียบกับหลอด ก ที่มี C + D แล้วเกิดปฏิกิริยาได้ดีมาก แต่พอเติม B เข้าไป ปฏิกิริยากลับหยุดลงทันที

ดังนั้น B คือ ตัวยับยั้งเอนไซม์ (Inhibitor) ที่ไปขัดขวางการทำงานของเอนไซม์ D

3. สรุปหน้าที่ของสารแต่ละชนิด
สาร A = เอนไซม์ (เปลี่ยน C เป็น F)
สาร B = ตัวยับยั้งเอนไซม์ (Inhibitor)
สาร C = สารตั้งต้น (Substrate)
สาร D = เอนไซม์ (เปลี่ยน C เป็น E)
สาร E และ F = สารผลิตภัณฑ์ (Product)

ตัวเลือกที่ 1 A คือเอนไซม์ ถูกต้อง เพราะช่วยให้ C เปลี่ยนเป็น F และยังเหลืออยู่ในหลอด ง

ตัวเลือกที่ 2 B คือสารตั้งต้น ผิด เพราะ B คือตัวยับยั้ง

ตัวเลือกที่ 3 C คือตัวยับยั้งเอนไซม์ ผิด เพราะ C คือสารตั้งต้น

ตัวเลือกที่ 4 D คือสารผลิตภัณฑ์ ผิด เพราะ D คือเอนไซม์

ตัวเลือกที่ 5 E คือตัวยับยั้งเอนไซม์ ผิด เพราะ E คือสารผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากปฏิกิริยาในหลอด ก

 

เฉลยโจทย์เอนไซม์ ข้อที่ 2

ตอบ ตัวเลือกที่ 2

ตัวเลือกที่ 2 เอนไซม์จาก B อาจมี competitive inhibitor เจือปนอยู่ เป็นไปไม่ได้ เพราะตัวยับยั้งแบบแข่งขันจะแย่งจับที่บริเวณเร่ง หากเราเพิ่มสารตั้งต้นไปมาก ๆ สารตั้งต้นจะไปไล่ตัวยับยั้งออกได้ ทำให้ค่าอัตราความเร็วของปฏิกิริยาเท่าเดิม ซึ่งขัดกับกราฟที่ค่าอัตราความเร็วของปฏิกิริยาของ B ต่ำลง

ตัวเลือกที่ 1 เอนไซม์จาก B เจือจางกว่า A เป็นไปได้ เพราะหากปริมาณเอนไซม์ของ B น้อยกว่า A ค่าอัตราความเร็วของปฏิกิริยาจะลดลงตามสัดส่วน เพราะมีเอนไซม์ทำงานน้อยลง

ตัวเลือกที่ 3 เอนไซม์จาก B อาจมี non-competitive inhibitor เจือปนอยู่ เป็นไปได้ เพราะตัวยับยั้งแบบนี้จะจับกับเอนไซม์ที่ตำแหน่งอื่น ทำให้เอนไซม์เสียสภาพหรือทำงานไม่ได้ ต่อให้เพิ่มสารตั้งต้นเท่าไหร่ก็ไม่สามารถไล่ตัวยับยั้งออกได้ ผลคือค่าอัตราความเร็วของปฏิกิริยาจะลดลง ซึ่งตรงกับกราฟ

ตัวเลือกที่ 4 เอนไซม์จาก B บางส่วนเสียสภาพไปขณะสกัด เป็นไปได้ เพราะการเสียสภาพ (Denature) ทำให้จำนวนเอนไซม์ที่ใช้งานได้จริงลดลง ส่งผลให้ค่าอัตราความเร็วของปฏิกิริยาลดลง เช่นเดียวกับกรณีเจือจาง

ตัวเลือกที่ 5 บริเวณเร่งของ B มีรูปร่างต่างจาก A เป็นไปได้ เพราะรูปร่างของบริเวณเร่งกำหนดความเร็วในการทำงาน หาก B มีรูปร่างที่จับหรือเปลี่ยนสารตั้งต้นได้ประสิทธิภาพต่ำกว่า A ค่าอัตราความเร็วของปฏิกิริยาสูงสุดก็จะต่ำกว่า

 

เป็นอย่างไรกันบ้างกับเนื้อหาเอนไซม์ที่พี่สรุปมาให้ หลังอ่านจบแล้ว แนะนำให้ฝึกทำโจทย์เพิ่ม จะได้เข้าใจเนื้อหามากขึ้น โดยพี่มีก็ข้อสอบเอนไซม์ พร้อมเฉลยมาฝากด้วย หวังว่าจะหวังว่าจะช่วยให้น้อง ๆ ที่กำลังเตรียมตัวสอบทุกคนแม่นในเนื้อหาเรื่องนี้มากขึ้นน้าา

บทความ แนะนำ

บทความ แนะนำ

A-Level คืออะไร? มีกี่วิชา?
A-Level 69 คืออะไร? มีกี่วิชา? สอบอะไรบ้าง? สรุปให้ครบ
เรียนชีวะยังไงให้เข้าใจ รวมเทคนิคลับจากพี่หนุ่ม SmartMathPro
เรียนชีวะยังไงให้เข้าใจ รวมเทคนิคลับจากพี่หนุ่ม SmartMathPro
ข้อสอบ A-Level ชีววิทยา
ข้อสอบ A-Level ชีววิทยา 69 ออกอะไรบ้าง แจกแนวข้อสอบและเฉลย
ระบบย่อยอาหารมนุษย์ ม.5
ระบบย่อยอาหารมนุษย์ ชีววิทยา ม.5 พร้อมแบบฝึกหัด

สำหรับน้อง ๆ ที่สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม รวมถึงติดตามข่าวสารต่าง ๆ ที่อัปเดตอย่างเรียลไทม์ ได้ที่

Line : @smartmathpronews

FB : Pan SmartMathPro ติวคณิต By พี่ปั้น 

IG : pan_smartmathpro

X : @PanSmartMathPro

Tiktok : @pan_smartmathpro

Lemon8 : @pan_smartmathpro

Share
โปรโมชัน




คลังข้อสอบ



เว็บไซต์สำหรับ Dek70