Verb (กริยา) คืออะไร? มีกี่ประเภท? สรุปพร้อมแบบฝึกหัดและเฉลย

Verb (กริยา) คืออะไร? มีกี่ประเภท? สรุปพร้อมแบบฝึกหัดและเฉลย

ใครกำลังตามหาสรุปเรื่อง Verb อยู่บ้างง วันนี้พี่มีสรุปหัวข้อนี้มาให้น้อง ๆ ได้อ่านกันด้วยน้า โดยในบทความจะมี
หัวข้อความหมาย หน้าที่ ประเภท ตำแหน่งการวางของ Verb หรือคำกริยา พร้อมแบบฝึกหัดและเฉลยให้ทุกคนลองฝึกทำท้ายบทความอีกด้วย

Verb หรือ คำกริยา เป็นคำหรือกลุ่มคำที่ใช้บอกการกระทำ (action) สถานะ (state) และเหตุการณ์ (event) ของประธานในประโยค โดยคำกริยานั้นมีความสำคัญอย่างมากในโครงสร้างประโยคของภาษาอังกฤษและภาษาอื่น ๆ ซึ่งหากประโยคนั้นขาดคำกริยาไป ก็จะไม่สามารถเป็นประโยคที่สมบูรณ์ได้เลย

ตัวอย่างประโยค
Nook and his friends play badminton every day. (นุกและเพื่อน ๆ เล่นแบดมินตันทุกวัน)
James saw a stranger in front of his house. (เจมส์เห็นคนแปลกหน้าอยู่ที่หน้าบ้าน)

หน้าที่ของ Verb (กริยา)

นอกจากเราจะใช้กริยาในการบอกการกระทำของประธานในประโยคแบบที่เราเข้าใจกันได้แล้ว กริยายังสามารถใช้แสดงสถานะ บทบาท ประสบการณ์ และสภาวะความเป็นอยู่ของสิ่งต่าง ๆ ได้อีกด้วย และกริยาในภาษาอังกฤษยังสามารถบอกช่วงเวลาของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้แม้จะไม่มีคำบอกเวลาปรากฏอยู่

ตัวอย่างประโยค
These two iPhones belong to Lacey. (โทรศัพท์ไอโฟนสองเครื่องนี้เป็นของเลซี่)
\to คำว่า belong เป็นกริยาที่ใช้แสดงสถานะของประธานว่าเป็นยังไง (ไม่ใช่การกระทำ)

Ploy was a psychologist. (พลอยเคยเป็นนักจิตวิทยา)
\to คำว่า was เป็นกริยาที่ใช้แสดงสถานะและยังใช้บอกเวลาของเหตุการณ์ได้ด้วยว่า เกิดขึ้นในอดีต เพราะ was เป็น Verb ช่อง 2 ที่ใช้เล่าเหตุการณ์ในอดีต

ประเภทของ Verb (กริยา)

เราสามารถแบ่งประเภทของกริยาที่ใช้ในโครงสร้างประโยคภาษาอังกฤษได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ Finite Verbs (กริยาแท้) และ Non-finite Verbs (กริยาไม่แท้)

Finite Verbs (กริยาแท้)

Finite Verbs หรือ กริยาแท้ คือคำกริยาหลักของประโยคที่ทำหน้าที่แสดงการกระทำหรือสถานะของประธานอย่างชัดเจน เรียกได้ว่าเป็น Verb ตัวเอกตัวหลักในประโยคเลย โดยกริยาแท้จะเปลี่ยนรูปไปตามประธาน (เอกพจน์หรือพหูพจน์) และ Tense (อดีต ปัจจุบัน อนาคต) เพื่อบอกให้เรารู้ว่าเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นเมื่อไรและใครเป็นคนทำ

กริยาแท้จะเป็นตัวเอกในการเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประโยค หรือเป็นใจความหลักของประโยคนั่นเอง ซึ่งถ้าประโยคไหนขาดกริยาแท้ไป ประโยคนั้นก็จะผิดไวยากรณ์และไม่สมบูรณ์

ตัวอย่างประโยค

She works at the hospital. (เธอทำงานที่โรงพยาบาล)
\to คำว่า work เติม s เพราะประโยคอยู่ในรูป Present Simple Tense และผันตามประธานเอกพจน์ She

They went to Japan last year. (พวกเขาไปประเทศญี่ปุ่นเมื่อปีที่แล้ว)
\to คำว่า went ผันตามรูป Past Simple Tense เล่าเหตุการณ์ในอดีต

นอกจากนี้ เรายังสามารถแบ่งการใช้กริยาแท้ได้ดังนี้

  • Action Verb

Action Verb เป็นกริยาที่ใช้บอก “การกระทำ” ของประธานโดยเฉพาะ มักเป็นการกระทำหรือพฤติกรรมที่สามารถสังเกตได้

ตัวอย่างประโยค

Pete works out with his classmates. (พีทออกกำลังกายกับเพื่อนร่วมชั้นเรียน)
You always play the same games. (เธอก็เล่นแต่เกมเดิม ๆ)

Pete works out with his classmates. (พีทออกกำลังกายกับเพื่อนร่วมชั้นเรียน)
You always play the same games. (เธอก็เล่นแต่เกมเดิม ๆ)

  • Stative Verb

Stative Verb หรือบางคนอาจเรียกว่า State Verb คือกริยาที่ใช้บ่งบอกสภาวะ ความคิดความรู้สึก หรือสถานะของบางสิ่งบางอย่าง ไม่ใช่การกระทำหรือพฤติกรรมโดยตรง

ตัวอย่างประโยค
We believe in democracy. (เรายึดมั่น/เชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย
\to แสดงสถานะความเชื่อ ไม่ได้แสดงการกระทำแบบ Action Verb

Tony knows a lot of people. (โทนี่รู้จักคนมากมาย)
\to การรู้จัก เป็นการแสดงสภาวะของสิ่ง ๆ หนึ่ง ไม่ได้แสดงการกระทำแบบ Action Verb

ตัวอย่าง Stative Verb ที่พบเจอได้บ่อย ๆ มีดังนี้

Hope / Think / Believe / Forget / Agree / Disagree / Know / Care / Feel / Want / Need / Have / Love / Belong / Desire / Sound / Taste / Smell

  • Linking Verb

Linking Verb คือคำกริยาที่ไม่ได้แสดงการกระทำ แต่ทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมระหว่างประธานกับคำที่มาขยาย (Complement) เพื่อบอกสภาพหรือลักษณะของประธานนั้น ๆ ให้ชัดเจนขึ้น โดยเชื่อมประธานเข้ากับคำคุณศัพท์ (Adjective) หรือคำนาม (Noun) เพื่อบอกว่าประธาน “เป็นอย่างไร” หรือ “รู้สึกอย่างไร” นั่นเอง

ตัวอย่างประโยค

The soup tastes delicious. (ซุปชามนี้รสชาติอร่อยมาก)
She became a famous writer. (เธอได้กลายเป็นนักเขียนชื่อดัง)

ตัวอย่าง Stative Verb ที่พบเจอได้บ่อย ๆ มีดังนี้

Be / Appear / Look / Seem / Become / Sound / Taste / Smell / Feel / Stay / Remain / Grow / Get / Turn

Non-finite Verbs (กริยาไม่แท้)

Non-finite Verbs หรือ กริยาไม่แท้ คือกริยาที่ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นกริยาหลักของประโยค ไม่ใช่ใจความหลัก และจะไม่ผันรูปไปตามประธานหรือ Tense ใด ๆ ทั้งสิ้น กริยาพวกนี้มักจะแฝงตัวอยู่ในประโยคไปทำหน้าที่เป็นคำนาม (Noun) คำคุณศัพท์ (Adjective) หรือคำกริยาวิเศษณ์ (Adverb) ในประโยคแทน ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบหลัก ๆ ได้แก่ Infinitive, Gerund และ Participle

  • Infinitive 

Infinitive คือ Verb ที่อยู่ในรูปเดิมโดยที่ไม่เปลี่ยนรูปไปเป็นรูปอื่น (เติมพวก -s, -es, -ing, -ed) ส่วนใหญ่ มักจะมีหน้าตาคล้ายกับ Verb ช่องที่ 1 ยกเว้นบางตัว เช่น Verb to be ที่มี Verb ช่องที่ 1 เป็น is, am, are (ผันตามประธานของประโยค) 

แต่ Infinitive จะไม่ใช่ is, am, หรือ are แต่จะเป็น be เท่านั้น เช่นเดียวกับ have และ do ที่จะไม่ใช้ has กับ does เป็น Infinitive เพราะ has และ does มีการผันตามประธานที่เป็นเอกพจน์แล้ว จึงไม่ใช่ Infinitive

Infinitive แบ่งเป็น 2 ประเภทดังนี้

    • Infinitive without to
      Infinitive without to หรือที่บางคนเรียกว่า Bare Infinitive คือกริยารูปปกติที่ไม่ต้องมี to นำหน้า ซึ่ง Infinitive without to มักจะใช้ตามหลัง Modal Verbs ต่าง ๆ เช่น can, should, must หรือตามหลังคำกริยาบางคำที่ใช้สั่ง บังคับ หรือให้อนุญาต (พวก make, let, help)

ตัวอย่างประโยค

We must finish this work today. (พวกเราต้องทำงานนี้ให้เสร็จภายในวันนี้)
He is helping her prepare dinner. (เขากำลังช่วยเธอเตรียมมื้อเย็น)

    • Infinitive without to
      Infinitive without to หรือที่บางคนเรียกว่า Bare Infinitive คือกริยารูปปกติที่ไม่ต้องมี to นำหน้า ซึ่ง Infinitive without to มักจะใช้ตามหลัง Modal Verbs ต่าง ๆ เช่น can, should, must หรือตามหลังคำกริยาบางคำที่ใช้สั่ง บังคับ หรือให้อนุญาต (พวก make, let, help)

ตัวอย่างประโยค

Enid wants to have a new laptop. (อีหนิดอยากมีโน้ตบุ๊กเครื่องใหม่)
\to ตามหลังคำว่า want ใช้ to + infinitive (to have)

It is difficult to learn a new language. (มันยากที่จะเรียนรู้ภาษาใหม่)
\to ตามหลังคำว่า difficult ใช้ to + infinitive (to learn)

ตัวอย่าง Verb ที่มักตามด้วย Infinitive with to ที่พบเจอได้บ่อย ๆ มีดังนี้

Want / Need / Hope / Decide / Hate / Love / Like / Propose / Begin / Intend / Continue / Remember
/ Have / Allow / Permit

หมายเหตุ : Allow กับ Permit จะต้องตามด้วยกรรมของประโยคก่อน to + infinitive เช่น They don’t allow the students to eat in class. (พวกเขาไม่อนุญาตให้นักเรียนทานอาหารในห้องเรียน)

\to the students เป็นกรรมของประโยค มาก่อน to eat

    • Gerund
      Gerund คือการนำคำกริยามาเติม -ing เพื่อเปลี่ยนหน้าที่ให้กลายเป็น “คำนาม” ในประโยค ซึ่ง Gerund ทำหน้าที่เหมือนคำนามทั่ว ๆ ไปเลย นั่นก็คือเป็นประธานและกรรมของประโยค หรือสามารถวางไว้หลังคำบุพบท (Preposition) ต่าง ๆ ได้ด้วย

      เวลาที่เราแปลคำที่เป็น Gerund เป็นภาษาไทย มักจะขึ้นต้นด้วยคำว่า “การ…” หรือ “ความ…” เพื่อบอกถึงกิจกรรมหรือการกระทำนั้น ๆ

ตัวอย่างประโยค

Cooking is my favorite hobby. (การทำอาหารเป็นงานอดิเรกที่ฉันชอบที่สุด)
I have to finish my homework before taking a nap. (ฉันต้องทำการบ้านให้เสร็จก่อนไปงีบ)

นอกจากนี้ ยังมี Verb ที่มักมี Gerund ตามหลัง โดย Verb ที่พบได้บ่อยมีดังนี้
Admit / Avoid / Consider / Deny / Enjoy / Finish / Keep / Mind / Miss / Postpone / Practice / Quit / Suggest / Recommend

หมายเหตุ : อาจมี Verb บางตัวที่สามารถตามได้ทั้ง Gerund และ Infinitive with to เช่น Like, Hate, Love, Remember ซึ่งขึ้นอยู่กับความหมายที่ต้องการจะสื่อ 

หากตามด้วย Gerund มักจะสื่อเกี่ยวกับความรู้สึกต่อสิ่งนั้น ๆ ในแบบทั่ว ๆ ไป แต่หากตามด้วย Infinitive with to มักจะสื่อเป็นความรู้สึกที่จะต้องทำอะไรบางอย่างในชั่วขณะ

ตัวอย่างประโยค

Trevor hates eating vegetables. (เทรเวอร์เกลียดการกินผัก)
\to บอกความรู้สึกต่อสิ่ง ๆ หนึ่ง โดยเป็นการให้ข้อมูลทั่ว ๆ ไปว่าเทรเวอร์เป็นคนไม่กินผัก

Trevor hates to eat vegetables. (เทรเวอร์เกลียดที่จะต้องกินผัก)
\to บอกความรู้สึกชั่วขณะที่ต้องทำบางสิ่งบางอย่างของสถานการณ์ตรงหน้า ในที่นี้ เทรเวอร์อาจจะกำลังถูกบังคับให้กินผักหรือกำลังฝืนใจกินผักอยู่

    • Participle
      Participle เป็นรูปกริยาที่เติม -ing และเป็นกริยาช่องที่ 3 (V.3) โดย Participle ที่ใช้บ่อย ๆ จะมี Present Participle (V.ing) และ Past Participle (V.3)
      • Present Participle
        โดยทั่วไป Present Participle จะพบในโครงสร้าง Continuous Tense ต่าง ๆ ซึ่งมักตามหลัง Verb to be (เช่น He is sleeping. เขากำลังนอนหลับ) แต่ในกรณีที่ใช้เป็น Non-finite Verb หรือ กริยาไม่แท้ ตัว Present Participle จะใช้ในลักษณะคล้ายกับ คำคุณศัพท์ (Adjective) โดยวางอยู่หน้าคำนามหรือตามหลัง Linking Verb ได้ และยังใช้ใน Adjective Clause โดยนำมาแทนที่ Relative Pronoun ต่าง ๆ ได้เช่นกัน

         

ตัวอย่างประโยค

Most academic articles seem very boring. (บทความวิชาการส่วนใหญ่ดูเป็นอะไรที่น่าเบื่อมาก)
\to boring มาจาก bore (v.) ที่แปลว่า ทำให้เบื่อ ในบริบทนี้ แปลว่า น่าเบื่อ (เป็น Adjective)

We saw a cat sleeping on a tree. (พวกเราเห็นแมวที่นอนอยู่บนต้นไม้) \to sleeping ใช้ขยายคำนามที่อยู่ข้างหน้า ซึ่งก็คือ cat ใน Adjective Clause โดยที่คำนามข้างหน้าเป็นผู้กระทำกริยานั้นเอง (แมวนอนด้วยตัวมันเอง หากใช้ Relative Pronoun จะทำประโยคได้เป็น which slept…)

ข้อสังเกตระหว่าง Present Participle และ Gerund

Present Participle ต่างกับ Gerund ตรงที่แม้จะมีหน้าตาเป็น V.ing เหมือนกันก็ตาม เราจำเป็นต้องพิจารณาจากตำแหน่งและหน้าที่ของคำนั้น ๆ ในประโยค หาก V.ing อยู่ในตำแหน่งประธาน กรรม หรือตำแหน่งอื่น ๆ ที่คำนามอยู่ได้ในประโยค (เช่น หลังคำบุพบท) V.ing คำนั้นจะเป็น Gerund หากอยู่หน้าคำนามหรือทำหน้าที่ขยายคำนาม จะเป็น Present Participle

    • Past Participle 

      Past Participle หรือ V.3 ถ้าเป็นกริยาแท้ จะพบในโครงสร้าง Perfect Tense ต่าง ๆ ที่ตามหลัง Verb to have หรือในโครงสร้าง Passive Voice ที่ตามหลัง Verb to be แต่หากใช้เป็น Non-finite Verb หรือ กริยาไม่แท้ ตัว Past Participle จะมีลักษณะการใช้ในประโยคเหมือนกับ Present Participle เลย แต่จะต่างที่ความหมาย

      โดย Past Participle ถ้าเป็น Adjective หน้าคำนามหรือหลัง Linking Verb มักแปลว่า “รู้สึก…” และมักใช้กับคนหรือสิ่งมีชีวิต นอกจากนี้ ยังใช้ใน Adjective Clause ได้เหมือนกับ Present Participle แต่จะมีลักษณะเป็นแบบ Passive Voice

ตัวอย่างประโยค

My cat didn’t look excited when I came back home. (แมวฉันดูไม่ตื่นเต้นเลยเวลาฉันกลับมาบ้าน)
\to excited มาจาก excite (v.) ที่แปลว่า ทำให้ตื่นเต้น ในบริบทนี้ แปลว่า รู้สึกตื่นเต้น (เป็น Adjective)

Gail bought a condo located near downtown. (เกลซื้อคอนโดที่ตั้งอยู่ใกล้ตัวเมือง)
\to sleeping located ใช้ขยายคำนามที่อยู่ข้างหน้า ซึ่งก็คือ condo ใน Adjective Clause โดยที่
คำนามข้างหน้าไม่ได้เป็นผู้กระทำกริยานั้นเอง(คอนโดต้องมีคนสร้างและตั้งทำเลให้ หากใช้ Relative Pronoun จะทำประโยคได้เป็น which is located…)

กริยาช่วย (Auxiliary Verbs / Helping Verbs)

กริยาช่วย คือคำกริยาที่เข้าไปช่วยกริยาแท้ในประโยค เพื่อเติมเต็มให้ความหมายมีความชัดเจนและสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น กริยาพวกนี้มีหน้าที่ช่วยบอก Tense รวมถึงใช้สร้างประโยคคำถามและประโยคปฏิเสธ โดยเราสามารถแบ่งกริยาช่วยออกเป็น 2 ประเภทหลัก ๆ ได้ดังนี้

  • Primary Auxiliary Verb
    Primary Auxiliary Verb คือกลุ่มกริยาช่วยพื้นฐาน ได้แก่ Verb to be, Verb to do และ Verb to have กริยากลุ่มนี้มีความพิเศษตรงที่สามารถเป็นได้ทั้งกริยาแท้และกริยาช่วย ขึ้นอยู่กับรูปประโยค เมื่อทำหน้าที่เป็นกริยาช่วย

    มักจะใช้เพื่อสร้างประโยคในรูป Continuous Tense หรือ Perfect Tense ต่าง ๆ หรือใช้ในการทำประโยคปฏิเสธและประโยคคำถาม

ตัวอย่างประโยค

Is he watching TV right now? (เขากำลังดูทีวีอยู่ตอนนี้หรือเปล่า ?)
\to คำว่า Is ไม่ได้มีลักษณะเชิงความหมาย แต่เป็นโครงสร้างประโยคคำถามในรูป Present Continuous Tense

We have finished our homework. (พวกเราทำการบ้านเสร็จแล้ว)
\to คำว่า have ไม่ได้มีลักษณะเชิงความหมาย แต่เป็นโครงสร้างคำจาก Present Perfect Tense

  • Modal Auxiliary Verb 
    Modal Auxiliary Verb หรือ Modal Verb คือกริยาช่วยที่มีความหมายพิเศษเสริมเข้ามาในประโยค เช่น บอกความสามารถ ความเป็นไปได้ การขออนุญาต หรือการแนะนำ (เช่น can, could, must, should) กฎเหล็กของกริยากลุ่มนี้คือ ต้องตามด้วย Infinitive without to หรือ Bare Infinitive (ห้ามมี to หลัง Modal Verb) ที่ไม่เปลี่ยนรูปเสมอ

ตัวอย่างประโยค

Korn can speak three languages fluently. (กรสามารถพูดได้สามภาษาอย่างคล่องแคล่ว)
\to แม้ กร เป็นประธานเอกพจน์ในโครงสร้าง Present Simple Tense กริยาจะไม่เติม -s เพราะมี modal verb “can” นำหน้าแล้ว

You must not reveal my secret. (เธอห้ามเปิดเผยความลับฉันเด็ดขาด)

Modal Verb ที่เราใช้กันมีดังนี้
Can / Could / May / Might / Must / Shall / Should / Will / Would / Ought to

ตำแหน่งของ Verb (กริยา)

ตำแหน่งของกริยาในประโยคภาษาอังกฤษนั้นมีความตายตัวค่อนข้างสูง หากเป็น Non-finite Verb ก็จะอยู่ในตามหน้าที่ของคำ ๆ นั้นในประโยคตามที่ได้กล่าวไปก่อนหน้านี้ แต่หากเป็น Finite Verb หรือ กริยาแท้ จะวางอยู่หลังประธานเพื่อบอกว่าประธานทำอะไรหรือมีสถานะแบบไหน หรืออาจอยู่หลัง Modal Verb ต่าง ๆ

  1. วางหลังประธาน 
    เป็นตำแหน่งมาตรฐานในประโยคบอกเล่าทั่วไป เช่น The dog sleeps on the sofa. (สุนัขนอนหลับบนโซฟา) \to dog เป็นประธาน ตามด้วย sleeps ที่เป็นกริยาของประโยค
  2. วางหลังกริยาช่วยแบบ Modal Verb
    หากในประโยคมี Modal Verb หรือกริยาช่วยอื่น ๆ กริยาแท้จะตามหลังคำเหล่านั้น เช่น You should eat more vegetables. (เธอควรจะกินผักให้มากขึ้น) \to eat ตามหลัง modal verb “should”และต้องเป็น Infinitive without to หรือ Bare Infinitive ด้วย

ในบางกรณี หากเป็นประโยคที่มีคำกริยาวิเศษณ์ (Adverb) มาแทรก ตำแหน่งก็อาจจะขยับไปบ้าง

  • เช่น Matty should seriously pursue his dream. (แมตตี้ควรไล่ตามความฝันตัวเองอย่างจริงจังได้แล้ว) \to pursue อยู่หลัง modal verb “should” และหลัง adverb “seriously”

    หรือบางประโยค อาจจะมีคำบุพบทวลี (Prepositional Phrase) ตามหลังประธาน จึงทำให้คำกริยาอาจไม่ได้อยู่ติดกับประธานได้
  • เช่น Bambee, along with her colleagues, attends the meeting on Mondays. (แบมบี้กับเพื่อนร่วมงานหล่อนเข้าประชุมทุก ๆ วันจันทร์) → attends อยู่หลัง prepositional phrase “along with her colleagues”
    ดังนั้น เราอาจจำเป็นต้องดูประโยคดี ๆ เพราะกริยาอาจถูกแทรกจากส่วนขยายต่าง ๆ ตามที่ได้ยกตัวอย่างไปได้

แบบฝึกหัด Verb (กริยา) พร้อมเฉลย

ข้อสอบภาษาอังกฤษเรื่อง verb ข้อ 1
เฉลยแบบฝึกหัด ข้อสอบภาษาอังกฤษ Verb

ตอบ 1. Walking
เนื่องจากตำแหน่งที่เว้นว่างไว้ช่องแรก เป็นตำแหน่งของประธานในประโยค เราจึงต้องเลือกคำที่เป็น Gerund ที่ทำหน้าที่เป็นคำนามได้มาเติมในช่องว่าง โดยจะแปลว่า “การเดิน” ซึ่งมีแค่ชอยซ์ 1. และชอยซ์ 4. เท่านั้นที่น่าจะตอบได้ สำหรับชอยซ์ 2. และ 3. Walk อยู่ในรูปกริยาที่ผันตามประธานหรือรูปเดิมของคำ ซึ่งทำหน้าที่เป็นกริยาทั่วไป

แต่ไม่ใช่คำนาม จึงนำมาใช้เป็นประธานของประโยคนี้ไม่ได้ สุดท้าย ในช่องว่างถัดมา มี Modal Verb คำว่า might อยู่ข้างหน้า กริยาที่ตามมา จึงต้องอยู่ในรูปของ Infinitive without to หรือ Bare Infinitive (ไม่มี to นำหน้า) เท่านั้น ชอยซ์ 4. จึงไม่สามารถนำมาตอบได้ เพราะมี to ขึ้นก่อน

ข้อสอบภาษาอังกฤษเรื่อง verb ข้อ 2
เฉลยแบบฝึกหัด ข้อสอบภาษาอังกฤษ Verb

ตอบ 3. to have, studying
ในช่องว่างแรก มีคำว่า decided อยู่ข้างหน้า ซึ่ง Verb ที่จะตามหลังคำนี้ต้องเป็น Infinitive with to จึงสามารถตัดชอยซ์ 1. และ 4. ออกได้เลย ส่วนช่องว่างถัดมา มีคำว่า after ทำหน้าที่เป็นคำบุพบท (Preposition) อยู่ข้างหน้า คำที่ตามมาจะต้องเป็นคำนามหรือ Gerund (Verb แบบ V.ing ที่ทำหน้าที่เหมือนคำนาม) ทำให้ตอบชอยซ์ 2. ที่ใช้ to study ไม่ได้

และนี่ก็คือเนื้อหาเรื่อง Verb (กริยา) ที่พี่สรุปมาให้ทุกคนอ่านกันน้า และถ้าใครอยากแม่นเนื้อหานี้มากขึ้น แนะนำว่าให้ลองฝึกทำแบบฝึกหัดเรื่อง Verb หรือนำไปใช้งานในชีวิตประจำวันบ่อย ๆ รับรองว่าเก่งขึ้นแน่นอนน > <

ข้อสอบภาษาอังกฤษพร้อมเฉลย

บทความ แนะนำ

บทความ แนะนำ

สรุปรวม 12 Tenses
หลักการใช้ 12 Tenses สรุปโครงสร้างและตัวอย่างประโยคของแต่ละ Tense
Present Perfect Tense สรุปเนื้อหา
Present Perfect Tense สรุปหลักการใช้พร้อมแบบฝึกหัดและเฉลยฟรี
สรุปเนื้อหาภาษาอังกฤษ Present Continuous Tense
Present Continuous Tense สรุปหลักการใช้พร้อมแบบฝึกหัดและเฉลยฟรี
Present Simple Tense
Present Simple Tense สรุปหลักการใช้พร้อมแบบฝึกหัดและเฉลยฟรี
A-Level ภาษาอังกฤษ 69 ออกสอบอะไรบ้าง ?
ข้อสอบ A-Level อังกฤษ 69 ออกอะไรบ้าง? แจกแนวข้อสอบ + เฉลย

ทีมวิชาการภาษาอังกฤษ

ผู้อยู่เบื้องหลังการจัดทำคอร์สเรียนร่วมกับพี่ติวเตอร์
และผู้เขียนบทความวิชาการภาษาอังกฤษของสถาบัน SmartMathPro

ทีมวิชาการภาษาอังกฤษ

ผู้อยู่เบื้องหลังการจัดทำคอร์สเรียนร่วมกับพี่ติวเตอร์
และผู้เขียนบทความวิชาการภาษาอังกฤษของสถาบัน SmartMathPro

สำหรับน้อง ๆ ที่สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม รวมถึงติดตามข่าวสารต่าง ๆ ที่อัปเดตอย่างเรียลไทม์ ได้ที่

Line : @smartmathpronews

FB : Pan SmartMathPro ติวคณิต By พี่ปั้น 

IG : pan_smartmathpro

X : @PanSmartMathPro

Tiktok : @pan_smartmathpro

Lemon8 : @pan_smartmathpro

Share