ทีมวิชาการฟิสิกส์
ผู้อยู่เบื้องหลังการจัดทำคอร์สเรียนร่วมกับพี่ติวเตอร์
และผู้เขียนบทความวิชาการฟิสิกส์ของสถาบัน SmartMathPro
สำหรับน้อง ๆ ม.ปลายที่กำลังมองหาสรุปเนื้อหาฟิสิกส์นิวเคลียร์ ม.6 ไม่ควรพลาดบทความนี้เลยน้าา เพราะว่าพี่เตรียมสรุปทั้งความหมาย เสถียรภาพของนิวเคลียส, กัมมันตภาพรังสี, Half life, ปฏิกิริยานิวเคลียร์และพลังงานนิวเคลียร์ พร้อมมีตัวอย่างโจทย์ให้แต่ละหัวข้อด้วย และท้ายบทความมีแบบฝึกหัดและเฉลยแจกให้ไปฝึกเพิ่มเติมกันด้วยน้า
สนใจหัวข้อไหน ... กดอ่านเลย
Toggleฟิสิกส์นิวเคลียร์ (Nuclear Physics) คือ สาขาหนึ่งของวิชาฟิสิกส์ที่ศึกษานิวเคลียสของอะตอม โครงสร้าง องค์ประกอบ และปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นภายใน เช่น การสลายกัมมันตรังสี การรวมตัว และการแตกตัวของนิวเคลียส เป้าหมายหลักคือทำความเข้าใจแรงนิวเคลียร์และปฏิสัมพันธ์ระหว่างโปรตอน–นิวตรอน
ตลอดจนปัจจัยที่กำหนดความเสถียรของนิวเคลียส ความรู้เหล่านี้เป็นพื้นฐานของการประยุกต์ในหลายสาขา เช่น พลังงาน การแพทย์ วิศวกรรมวัสดุ อุตสาหกรรม ชีววิทยา ธรณีวิทยา และโบราณคดี
ภายในนิวเคลียส มีโปรตอนที่มีประจุไฟฟ้าบวกและนิวตรอนที่เป็นกลางทางไฟฟ้าอยู่รวมกัน เรียกอนุภาคทั้งสองว่า
นิวคลีออน (nucleon) การที่โปรตอนจำนวนหลายอนุภาคสามารถรวมกันอยู่ได้ภายใน นิวเคลียส
ทั้งที่มีแรงผลักทางไฟฟ้าระหว่างโปรตอน แสดงว่า ต้องมีแรงอีกชนิดหนึ่งที่มีขนาดมากกว่าแรงไฟฟ้า จึงสามารถยึดเหนี่ยวให้โปรตอนในนิวเคลียสรวมกันอยู่ได้
แรงนิวเคลียร์ คือ แรงดึงดูดระหว่างโปรตอนกับโปรตอน นิวตรอนกับนิวตรอน และโปรตอนกับนิวตรอน ทำให้นิวคลีออนยึดเหนี่ยวรวมกันเป็นนิวเคลียสของอะตอม แรงนิวเคลียร์เป็นแรงระยะสั้นมาก มีบทบาทสำคัญต่อความเสถียรของนิวเคลียส
โดยแรงนี้ไม่ขึ้นกับประจุและมวลของนิวคลีออน จึงมีค่าเท่ากันสำหรับนิวคลีออนทุกคู่ นอกจากนี้ แรงนิวเคลียร์จะกระทำ
เฉพาะนิวคลีออนที่อยู่ติดกันเท่านั้น ไม่ส่งผลต่อนิวคลีออนที่อยู่ถัดออกไป และไม่ส่งผลต่ออิเล็กตรอน
พลังงานยึดเหนี่ยว (Binding Energy) คือ พลังงานที่พอดีทำให้นิวคลีออนทั้งหมดในนิวเคลียสแยกออกจากกัน
เช่น พลังงาน 2.22\text{ MeV} เป็นพลังงานที่พอดีในการทำให้โปรตอนและนิวตรอนในดิวเทอรอนแยกออกจากกัน ดังภาพ
ในธรรมชาติ นิวเคลียสของธาตุและไอโซโทปทุกชนิดมีมวล น้อยกว่า มวลรวมของโปรตอนและนิวตรอนที่ประกอบกันเป็นนิวเคลียส เนื่องจากเมื่อนิวคลีออนรวมตัวกัน จะมีมวลบางส่วนเปลี่ยนเป็นพลังงานเพื่อใช้ยึดเหนี่ยวนิวคลีออนให้อยู่ร่วมกันส่งผลให้นิวเคลียสมีเสถียรภาพ
ความแตกต่างระหว่างมวลของนิวเคลียสกับมวลรวมของนิวคลีออนเรียกว่า ส่วนพร่องมวล \Delta m มีค่าเทียบเท่ากับ พลังงานยึดเหนี่ยวของนิวเคลียส ตามความสัมพันธ์
E=(\Delta m)c^{2}
โดยมวล 1\ u มีค่าเทียบเท่าพลังงานประมาณ 931.5\text{ MeV}
E=(\Delta m)(931.5 \text{ MeV/u})
เนื่องจากมวลของนิวเคลียสไม่ค่อยระบุในตารางข้อมูลทั่วไป การคำนวณส่วนพร่องมวลจึงนิยมใช้ผลต่างระหว่าง มวลรวมขององค์ประกอบอะตอม กับ มวลอะตอมของธาตุ ซึ่งมวลของอิเล็กตรอนจะหักล้างกันพอดี ทำให้สามารถนำส่วนพร่องมวลไปคำนวณพลังงานยึดเหนี่ยวของนิวเคลียสได้โดยตรง
ดังนั้น สามารถหาส่วนพร่องมวลของนิวเคลียส ^{A}_{Z}\mathrm{X} ได้จาก
\Delta m = m_{total}-m_{atom}
\Delta m =\left[Zm_{p}+(A-Z)m_{n}+Zm_{e}\right]-m_{atom}
โดย m_{p}คือ มวลของโปรตอน
m_{n}คือ มวลของนิวตรอน
m_{e} คือ มวลของอิเล็กตรอน
m_{total} คือ มวลรวมขององค์ประกอบอะตอม
m_{atom} คือ มวลอะตอม
นิวเคลียสที่มีจำนวนนิวคลีออนมาก มักมีพลังงานยึดเหนี่ยวรวมมากกว่านิวเคลียสที่มีนิวคลีออนน้อย อย่างไรก็ตาม การมีพลังงานยึดเหนี่ยวรวมมาก ไม่ได้หมายความว่านิวเคลียสจะมีเสถียรภาพมากกว่าเสมอไป เนื่องจากในธรรมชาติ นิวเคลียสที่มีเลขอะตอมมากกว่า 83 ล้วนไม่เสถียร
ดังนั้น การพิจารณาความเสถียรของนิวเคลียสจึงต้องใช้ พลังงานยึดเหนี่ยวต่อนิวคลีออน ซึ่งเป็นพลังงานเฉลี่ยที่ต้องใช้ในการแยกนิวคลีออนแต่ละตัวออกจากนิวเคลียส คำนวณได้จากสมการ
\frac{E}{A}=\frac{(\Delta m)c^{2}}{A}
หรือ เมื่อพิจารณา \Delta m ในหน่วย u จะได้
\frac{E}{A}=\frac{(\Delta m)(\text{931.5 MeV})}{A}
พลังงานยึดเหนี่ยวต่อนิวคลีออนมีหน่วยเป็น จูลต่อนิวคลีออน (\text{J/nucleon}) หรือ เมกะอิเล็กตรอนโวลต์ต่อนิวคลีออน (\text{MeV/nucleon}) โดยค่ายิ่งมาก แสดงว่านิวเคลียสยิ่งมีเสถียรภาพ
เมื่อเขียนกราฟระหว่างพลังงานยึดเหนี่ยวต่อนิวคลีออน (\frac{E}{A}) กับเลขมวล (A) จะได้กราฟแสดงแนวโน้มความเสถียรของนิวเคลียสตามเลขมวล ดังภาพ
จากกราฟพบว่า นิวเคลียสที่มีเลขมวลประมาณ 55-70 มีพลังงานยึดเหนี่ยวต่อนิวคลีออนสูงกว่านิวเคลียสช่วงอื่น โดยเฉพาะ นิกเกิล (Ni) ซึ่งมีค่ามากที่สุด แสดงว่านิวเคลียสในช่วงนี้มีความเสถียรสูง และต้องใช้พลังงานมากในการแยกนิวคลีออนออกจากกัน
ตัวอย่างโจทย์เกี่ยวกับเสถียรภาพของนิวเคลียส
จงคำนวณหาพลังงานยึดเหนี่ยวเฉลี่ยต่อหนึ่งนิวคลีออนของนิวเคลียสคาร์บอน -12 (^{12}_{6}\mathrm{C}) ในหน่วยเมกะอิเล็กตรอนโวลต์
กำหนดให้ มวล 1\text{ u} = 1.66×10^{-27} \text{ kg} เทียบเท่ากับพลังงาน 931.5 \text{ MeV}
มวลของโปรตอน (m_{p})=1.007276 \text{ u}
มวลของนิวตรอน (m_{n})=1.008665\text{ u}
มวลของอิเล็กตรอน (m_{e})=0.000549 \text{ u}
มวลอะตอมของ คาร์บอน (^{12}_{6}\mathrm{C})=12.000000 \text{ u}
วิธีทำ
อะตอมของคาร์บอน (^{12}_{6}\mathrm{C})ประกอบด้วยโปรตอน 6 โปรตอน นิวตรอน 6 นิวตรอน และ อิเล็กตรอน 6 อิเล็กตรอน
หามวลรวมขององค์ประกอบของอะตอม (^{12}_{6}\mathrm{C})
m_{total}=6m_{p}+6m_{n}+6m_{e}
=61.007276 \text{ u}+61.008665 \text{ u}+60.000549 \text{ u}
=12.098940 \text{ u}
หาส่วนพร่องมวลอะตอมของคาร์บอน
จาก \Delta m = m_{total}-m_{atom}
แทนค่า \Delta m=12.098940 \text{ u}-12.000000 \text{ u}
=0.098940 \text{ u}
หาพลังงานยึดเหนี่ยวที่เทียบเท่ากับส่วนพร่องมวล
จาก E=(∆m)c^{2}
แทนค่า E=0.098940(931.5)
=92.16\text{ MeV}
จาก \frac{E}{A}=\frac{(\Delta m)c^{2}}{A}
แทนค่า \frac{E}{A}=\frac{92.162610}{12}
=7.68 \text{ MeV/nucleon}
ตอบ พลังงานยึดเหนี่ยวเฉลี่ยต่อหนึ่งนิวคลีออนของนิวเคลียสคาร์บอน -12 เท่ากับ 7.68 เมกะอิเล็กตรอนโวลต์
ปี ค.ศ. 1896 อองตวน อองรี แบ็กเกอแรลค้นพบโดยบังเอิญว่าสารประกอบของยูเรเนียมสามารถปล่อยรังสีออกมาได้เองโดยไม่ต้องใช้พลังงานจากภายนอก
รังสีดังกล่าวสามารถทะลุผ่านวัตถุทึบแสง ทำให้ฟิล์มถ่ายภาพเกิดรอยดำ และมีสมบัติคล้ายรังสีเอกซ์ เช่น ทำให้อากาศแตกตัวเป็นไอออน แต่แตกต่างตรงที่เกิดขึ้นได้เองตามธรรมชาติ
ต่อมา ปีแอร์ กูรี และมารี กูรี ได้ค้นพบธาตุที่แผ่รังสีได้เองเพิ่มเติม คือ เรเดียมและพอโลเนียม ปรากฏการณ์ที่ธาตุสามารถแผ่รังสีออกมาได้เองเรียกว่า กัมมันตภาพรังสี (radioactivity) ไอโซโทปที่แผ่รังสีได้เรียกว่า ไอโซโทปกัมมันตรังสี และธาตุที่ทุกไอโซโทปเป็นกัมมันตรังสีเรียกว่า ธาตุกัมมันตรังสี ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นธาตุที่มีเลขอะตอมมากกว่า 82การค้นพบนี้ถือเป็นรากฐานสำคัญของการศึกษาฟิสิกส์นิวเคลียร์
ธาตุและไอโซโทปกัมมันตรังสีส่วนใหญ่มีการแผ่รังสีออกมาอยู่ 3) ชนิด ดังนี้
เมื่อให้รังสีผ่านเข้าไปในบริเวณที่มีสนามแม่เหล็กจะมีแนวการเคลื่อนที่ ดังภาพ
การสลายกัมมันตรังสี (radioactive decay) คือกระบวนการที่นิวเคลียสซึ่งไม่เสถียรเปลี่ยนไปเป็นนิวเคลียสชนิดใหม่หรือเข้าสู่ระดับพลังงานที่ต่ำกว่าเดิม โดยสามารถแผ่รังสีออกมาได้เองตามธรรมชาติ นิวเคลียสที่เกิดการสลายเรียกว่า นิวเคลียสกัมมันตรังสี (radioactive nucleus) การสลายของนิวเคลียสสามารถอธิบายได้ด้วย สมการแสดงสัญลักษณ์นิวเคลียร์ ซึ่งแสดงชนิดของธาตุและอนุภาคก่อนและหลังการสลาย โดยยึดหลักสำคัญคือ ผลรวมของเลขอะตอมและผลรวมของเลขมวลก่อนและหลังการสลายต้องมีค่าเท่ากัน
การสลายกัมมันตรังสีแบ่งออกเป็น 3 ชนิด ได้แก่
สามารถเขียนสมการการสลายตัวได้ ดังนี้
^{A}_{Z}\mathrm{X}\rightarrow{}^{A-4}_{Z-2}\mathrm{Y}+{}^{4}_{2}\mathrm{He}
ตัวอย่างเช่น : การสลายตัวให้แอลฟาของยูเรเนียม-238
^{238}_{92}\mathrm{U}\rightarrow{}^{234}_{90}\mathrm{Th}+{}^{4}_{2}\mathrm{He}
การสลายให้บีตาลบ (beta-minus decay, β^{-})
เกิดขึ้นเมื่อนิวเคลียสมีจำนวนนิวตรอนมากเกินไป นิวตรอนจะเปลี่ยนเป็นโปรตอน พร้อมกับปล่อยอิเล็กตรอน (β^{-}) ออกมา ส่งผลให้นิวเคลียสของธาตุใหม่มีเลขมวลคงที่ แต่เลขอะตอมเพิ่มขึ้น 1
สามารถเขียนสมการการสลายตัวได้ ดังนี้
^{A}_{Z}\mathrm{X}\rightarrow{}^{A}_{Z+1}\mathrm{Y}+{}^{0}_{-1}\mathrm{e}
ตัวอย่างเช่น : การสลายตัวให้บีตาลบของคาร์บอน -14
^{14}_{6}\mathrm{C}\rightarrow{}^{14}_{7}\mathrm{N}+{}^{0}_{-1}\mathrm{e}
การสลายให้บีตาบวก (beta-plus decay, β^{+})
เกิดขึ้นเมื่อนิวเคลียสมีจำนวนโปรตอนมากเกินไป โปรตอนจะเปลี่ยนเป็นนิวตรอน พร้อมกับปล่อยโพซิตรอน (β^{+}) ออกมา ส่งผลให้นิวเคลียสของธาตุใหม่มีเลขมวลคงที่ แต่เลขอะตอมลดลง 1
สามารถเขียนสมการการสลายตัวได้ ดังนี้
^{A}_{Z}\mathrm{X}\rightarrow{}^{A}_{Z-1}\mathrm{Y}+{}^{0}_{+1}\mathrm{e}
ตัวอย่างเช่น : การสลายตัวให้บีตาบวกของไนโตรเจน-12
^{12}_{7}\mathrm{N}\rightarrow{}^{12}_{6}\mathrm{C}+{}^{0}_{+1}\mathrm{e}
การสลายให้แกมมา (gamma decay)
การปล่อยรังสีแกมมาไม่ทำให้โครงสร้างนิวเคลียสเปลี่ยนแปลง นิวเคลียสยังคงเป็นธาตุเดิมมีเลขมวล (A) และเลขอะตอม (Z) คงที่ แต่เปลี่ยนจากสภาวะกระตุ้น (Excited State) ที่ไม่เสถียร ไปสู่สภาวะพื้นฐาน (Ground State) ที่มีความเสถียรมากขึ้น
สามารถเขียนสมการการสลายตัวได้ ดังสมการ
^{A}_{Z}\mathrm{X}^{*}\rightarrow{}^{A}_{Z}\mathrm{X}+\gamma
ตัวอย่างเช่น : การสลายตัวให้แกมมาของเทคนีเชียม-99
^{99}_{43}\mathrm{Tc}^{*}\rightarrow{}^{99}_{43}\mathrm{Tc}+\gamma
กัมมันตภาพ (Activity) คือ อัตราการแผ่รังสีหรืออัตราการสลายตัวของนิวเคลียสในช่วงเวลาหนึ่ง
มีหน่วยเอสไอ (SI) : เบ็กเคอเรล \text{Bq}ซึ่ง 1 เบ็กเคอเรล หมายถึง การที่นิวเคลียสสลายตัวไป 1 นิวเคลียสภายในเวลา 1 วินาที
หน่วยเดิม : คูรี \text{Ci} โดย 1\text{ Ci}=3.7×10^{10} \text{ Bq} โดยมีค่าประมาณเท่ากับอัตราการสลายตัวของเรเดียมมวล 1 กรัม ในทางปฏิบัติ กัมมันตภาพ 1 คูรีเป็นค่าที่สูงมาก จึงนิยมใช้หน่วยที่เล็กกว่า เช่น มิลลิคูรี (\text{mCi})หรือไมโครคูรี (\text{Ci})
การสลายของนิวเคลียสเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นแบบ สุ่ม (Random) ซึ่งเราไม่สามารถทำนายได้อย่างแม่นยำว่านิวเคลียสใดจะสลายตัวเมื่อใด ความน่าจะเป็นที่นิวเคลียสจะสลายตัวในหนึ่งหน่วยเวลานี้เรียกว่า ค่าคงตัวการสลาย (Decay constant)
ซึ่งเป็นค่าเฉพาะของนิวเคลียสแต่ละชนิด หากนำค่าคงตัวนี้มาคูณกับจำนวนนิวเคลียสที่มีอยู่ขณะนั้น จะได้ความสัมพันธ์เชิงปริมาณ ดังสมการ
A=λN
โดย
A คือ กัมมันตภาพ
คือ ค่าคงตัวการสลาย
N คือ จำนวนนิวเคลียสที่มีอยู่ขณะนั้น
ตัวอย่างโจทย์เกี่ยวกับกัมมันตภาพรังสี
นิวเคลียสของเรเดียม-226\ (^{226}_{88}\mathrm{Ra}) มีการสลายโดยการปล่อยอนุภาคแอลฟา1 ตัวและรังสีแกมมาออกมา จะทำให้^{226}_{88}\mathrm{Ra} กลายเป็นธาตุใด
วิธีทำ
หาค่าของ A และ Z
จะได้ 226=A+4
A=222
เลขอะตอมก่อนการสลายมีค่า 88 ต้องเท่ากับผลรวมของเลขอะตอมหลังการสลาย
จะได้ 88=Z+2
Z=86
ดังนั้น เมื่อมีการสลายโดยการปล่อยอนุภาคแอลฟา 1 ตัวและรังสีแกมมาออกมา จะทำให้ ^{226}_{88}\mathrm{Ra} กลายเป็นธาตุ ^{222}_{86}\mathrm{Rn}
ตอบ 2.^{222}_{86}\mathrm{Rn}
ครึ่งชีวิต (half-life) คือ ช่วงเวลาที่จำนวนนิวเคลียสของสารกัมมันตรังสีสลายตัวจนเหลือเพียง ครึ่งหนึ่งของปริมาณเดิม โดยช่วงเวลาครึ่งชีวิตนี้เป็นสมบัติเฉพาะตัวของสารกัมมันตรังสีแต่ละชนิด
เช่น ไอโอดีน-131 มีครึ่งชีวิตประมาณ 8 วัน หมายความว่าเมื่อเวลาผ่านไปครบ 8 วัน ปริมาณไอโอดีน-131 จะเหลือเพียงครึ่งหนึ่งของเดิม และเมื่อผ่านไปอีกทุก ๆ 8 วัน ปริมาณที่เหลืออยู่จะลดลงเหลือครึ่งหนึ่งของค่าก่อนหน้าอย่างต่อเนื่อง
การสลายตัวของนิวเคลียสเป็น กระบวนการแบบสุ่ม ซึ่งนิวเคลียสแต่ละตัวมีโอกาสสลายตัวได้ตลอดเวลา โดยมีลักษณะสำคัญดังนี้
จากกราฟ สามารถเขียนสมการการสลายตัวได้ ดังนี้
N=N_0e^{-\lambda t}
โดย N คือ จำนวนนิวเคลียสที่เหลือหลังการสลายเมื่อเวลาผ่านไป t
N_0คือ จำนวนนิวเคลียสเริ่มต้น (t=0)
\lambda คือ ค่าคงตัวการสลายต่อวินาที
สามารถจัดรูปใหม่ ให้อยู่ในรูปปริมาณอื่นที่เกี่ยวข้องได้ ดังนี้
A=A_0e^{-\lambda t}
โดย A คือ กัมมันตภาพที่เหลือหลังการสลายเมื่อเวลาผ่านไป t
A_0คือ กัมมันตภาพที่เริ่มต้น (t=0)
\lambda คือ ค่าคงตัวการสลายต่อวินาที
m=m_0e^{-\lambda t}
โดย m คือ มวลที่เหลือหลังการสลายเมื่อเวลาผ่านไป t
m_0คือ มวลเริ่มต้น (t=0)
\lambda คือ ค่าคงตัวการสลายต่อวินาที
ในสมการเอกซ์โพเนนเชียลเหล่านี้ ค่าคงตัวการสลาย (\lambda) มีความสัมพันธ์โดยตรงกับครึ่งชีวิต สามารถเขียนความสัมพันธ์ได้ ดังสมการ
T_{1/2}=\frac{\ln{2}}{\lambda}\approx\frac{0.693}{\lambda}
นิวเคลียสที่มีค่าคงตัวการสลายมากจะใช้เวลาครึ่งชีวิตสั้น ส่วนนิวเคลียสที่มีค่าคงตัวการสลายน้อยจะใช้เวลาครึ่งชีวิตยาวนาน
เมื่อเวลาผ่านไปเป็นจำนวนเท่า 2^n ของครึ่งชีวิต (โดยที่ t=nT_{1/2}) ปริมาณที่เหลืออยู่จะลดลงตามสัดส่วน 2^n
จำนวนนิวเคลียสที่เหลืออยู่ (N)
N=\frac{N_0}{2^n}=\frac{N_0}{2^{t/T}}
กัมมันตภาพที่เหลืออยู่ (A)
A=\frac{A_0}{2^n}=\frac{A_0}{2^{t/T}}
มวลที่เหลืออยู่ (m)
m=\frac{m_0}{2^n}=\frac{m_0}{2^{t/T}}
โดย Tคือ ครึ่งชีวิต {(T}_{1/2})
โบราณคดีพบซากเรือไม้โบราณที่มีปริมาณคาร์บอน-14 เหลืออยู่เพียง 12.5\%ของปริมาณที่มีอยู่ในไม้ปัจจุบัน
ถ้าคาร์บอน-14 มีครึ่งชีวิต 5,730 ปี เรือลำนี้มีอายุประมาณกี่ปี
วิธีทำ
พิจารณาสัดส่วนที่ลดลง
ดังนั้น n=3 รอบ ({3T}_{1/2})
หาอายุเรือ
จากสมการ t=nT_{1/2}
แทนค่า t=3×5,730
t=17,190
ตอบ เรือลำนี้มีอายุประมาณ 17,190 ปี
ปฏิกิริยานิวเคลียร์ (nuclear reaction) คือ กระบวนการที่นิวเคลียสมีการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบภายในเมื่อได้รับการกระตุ้นปฏิกิริยานี้อาจเกิดขึ้นในรูปแบบการสลายตัวของนิวเคลียสกัมมันตรังสี หรือการยิงอนุภาคพลังงานสูงเข้าชนนิวเคลียสเพื่อกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายใน
ในการเขียนสัญลักษณ์ของปฏิกิริยานิวเคลียร์ เมื่อพิจารณานิวเคลียสของธาตุตั้งต้น X ถูกยิงด้วยอนุภาค a แล้วเกิดนิวเคลียสของธาตุใหม่ Y พร้อมกับปล่อยอนุภาค b ออกมา สามารถเขียนแทนด้วยสมการได้ดังนี้
สมการแบบเต็ม
^{A}_{Z}\mathrm{X}+a\rightarrow^{A^{\prime}}_{Z^{\prime}}\mathrm{Y}+b
สมการรูปแบบย่อ
X\left(a,b\right)Y
โดย X คือ นิวเคลียสเป้าหมาย
aคือ อนุภาคที่ใช้ยิง
Y คือ นิวเคลียสใหม่ที่เกิดขึ้น
b คือ อนุภาคที่ถูกปล่อยออกมา
ในปฏิกิริยาเคมีทั่วไป จำนวนโปรตอนและนิวตรอนภายในนิวเคลียสจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่สำหรับปฏิกิริยานิวเคลียร์ ผลรวมมวลของอนุภาคหลังเกิดปฏิกิริยาจะมีค่าน้อยกว่าผลรวมมวลของอนุภาคก่อนเกิดปฏิกิริยาเสมอ มวลส่วนที่หายไปจะถูกเปลี่ยนรูปไปเป็นพลังงานมหาศาลที่เรียกว่า พลังงานนิวเคลียร์ (Nuclear Energy) ตามทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างมวลและพลังงานที่อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์เสนอไว้ ดังสมการ
E=(\Delta m)c^{2}
โดย E คือ พลังงานนิวเคลียร์ที่ปล่อยออกมาจากปฏิกิริยา
\Delta m คือ ผลต่างระหว่างมวลก่อนกับหลังการเกิดปฏิกิริยา
c คือ อัตราเร็วของแสงในสุญญากาศ
ฟิชชัน (fission) คือ ปฏิกิริยานิวเคลียร์ที่นิวเคลียสของธาตุที่มีมวลมากแตกออกเป็นนิวเคลียสที่มีมวลน้อยกว่า
เกิดจากการยิงนิวตรอนเข้าไปในนิวเคลียสของธาตุที่มีมวลมาก เช่น ยูเรเนียม-235 ทำให้นิวเคลียสอยู่ในสภาวะไม่เสถียรและแตกตัวออกเป็นนิวเคลียสที่มีมวลน้อยกว่าหลายส่วน พร้อมกับปล่อยนิวตรอนอิสระเพิ่มเติมและพลังงานจำนวนมากออกมา ดังภาพ
นิวตรอนอิสระที่เกิดขึ้นจากกระบวนการฟิชชันสามารถไปกระตุ้นให้นิวเคลียสอื่นเกิดฟิชชันต่อไปได้ ส่งผลให้เกิด ปฏิกิริยาลูกโซ่ (chain reaction) และมีการปลดปล่อยพลังงานนิวเคลียร์ออกมาในปริมาณมหาศาล ดังภาพ ซึ่งเป็นหลักการสำคัญของการทำงานของเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์
ฟิวชัน (fusion) คือ ปฏิกิริยานิวเคลียร์ที่เกิดจากการหลอมรวมของนิวเคลียสของธาตุเบาหลายชนิดเข้าด้วยกัน จนกลายเป็นนิวเคลียสของธาตุที่มีมวลมากขึ้น เช่น นิวเคลียสของไฮโดรเจนหลอมรวมกันเป็นนิวเคลียสของฮีเลียม พร้อมกับปลดปล่อยพลังงานจำนวนมากออกมา ปฏิกิริยานี้เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นภายในดวงอาทิตย์และดาวฤกษ์ต่าง ๆ และกำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาเพื่อนำมาใช้เป็นแหล่งพลังงานสะอาดในอนาคตบนโลก ซึ่งต้องอาศัยสภาวะอุณหภูมิและความดันที่สูงมาก
ตัวอย่าง ปฏิกิริยาฟิวชันที่เกิดขึ้นบนดวงอาทิตย์
^{1}_{1}\mathrm{H}+{}^{1}_{1}\mathrm{H}\rightarrow{}^{2}_{1}\mathrm{H}+{^{0}_{+1}\mathrm{e}}+0.4\text{ MeV}
^{2}_{1}\mathrm{H}+{}^{1}_{1}\mathrm{H}\rightarrow{}^{3}_{2}\mathrm{He}+5.5\text{ MeV}
^{3}_{2}\mathrm{H}+{}^{3}_{2}\mathrm{H}\rightarrow{}^{4}_{2}\mathrm{He}+{2^{1}_{1}\mathrm{H}}+12.9\text{ MeV}
เมืองแห่งหนึ่งต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าทั้งหมด 9\times 10^{12} จูลต่อวัน หากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในเมืองนี้สามารถเปลี่ยนมวลเป็นพลังงานได้อย่างสมบูรณ์ จงหา
ก. ในแต่ละวัน จะต้องมีมวลของเชื้อเพลิงนิวเคลียร์หายไปกี่กรัม เพื่อให้ได้พลังงานตามที่ต้องการ
ข. หากไม่มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เมืองนี้จะต้องใช้ถ่านหินวันละกี่ตัน
กำหนดให้ การเผาไหม้ถ่านหิน 1 1กิโลกรัม ให้พลังงาน 3107 3\times 10^{7}จูล
วิธีทำ
ดังนั้น มวลของเชื้อเพลิงนิวเคลียร์หายไปเท่ากับ 0.1กรัมต่อวัน
จะได้ x=\frac{9\times10^{12} }{3\times 10^{7}} \\ =3\times10^{5}\text{ kg} \\ =300\text{ ton}
ดังนั้น เมืองนี้จะต้องใช้ถ่านหินวันละ 300 ตัน
พี่ขอแนะนำตัวช่วยอย่าง คอร์สเตรียมสอบมหาลัยฯ ของ SmartMathPro เลยย มีให้เลือกมากมายทั้งสนาม TGAT / TPAT หรือ A-Level และสอนโดยติวเตอร์ที่มีความเชี่ยวชาญในแต่ละวิชาด้วย
โดยในแต่ละคอร์สจะสอนปูพื้นฐานแบบละเอียด อิงตาม Test Blueprint ปีล่าสุด (ใครที่พื้นฐานไม่แน่นก็สามารถเรียนได้) พร้อมพาตะลุยโจทย์แบบไต่ระดับ ตั้งแต่โจทย์ซ้อมมือไปจนถึงข้อสอบเก่าหรือโจทย์ที่ใกล้เคียงกับข้อสอบจริง แถมยังแจกเทคนิคในการทำข้อสอบที่จะช่วยให้น้อง ๆ ทำข้อสอบได้เร็วขึ้นและช่วยเพิ่มโอกาสในการอัปคะแนนให้อีกด้วย สำหรับน้อง ๆ คนไหนที่สมัครตอนนี้ รับฟรี Unseen Mock Test ชุดพิเศษ และสิทธิพิเศษต่าง ๆ ประจำเดือน ถ้าใครสนใจ คลิก เข้ามาดูรายละเอียดแต่ละคอร์สได้เลยยย
ตอบ 4. ฟิวชัน และ 2m_{0}-m_{He}-\frac{E}{932}
วิธีคิด
หาชนิดของปฏิกิริยานิวเคลียร์
จากสมการปฏิกิริยานิวเคลียร์ พบว่า
สารตั้งต้น คือ นิวเคลียสของออกซิเจน 2 นิวเคลียส ซึ่งเป็นนิวเคลียสเบา
ผลิตภัณฑ์ที่ได้ คือ ซิลิคอน ซึ่งเป็นนิวเคลียสที่มีมวลมากกว่าออกซิเจน และ ฮีเลียม
ลักษณะของปฏิกิริยานี้เป็นการที่ นิวเคลียสเบาหลายตัวรวมกันเกิดเป็นนิวเคลียสที่หนักขึ้น
ดังนั้น ปฏิกิริยานิวเคลียร์ดังกล่าวจึงเป็น “ปฏิกิริยาฟิวชัน”
หามวลของซิลิคอน
จาก E=(\Delta{m})c^{2}
จะได้
E=(\Delta{m})\times 932
\\
E=(m_{\text{ก่อน}}-m_{\text{หลัง}})\times 932
\\
E=(2m_{0}-m_{si}-m_{He})\times 932
\\
\frac{E}{932}=2m_{0}-m_{si}-m_{He}
\\
m_{si}=2m_{0}-m_{He}-\frac{E}{932}
m_{si}=2m_{0}-m_{He}-\frac{E}{932}
ดังนั้น มวลหน่วย u ของซิลิคอน เท่ากับ 2m_{0}-m_{He}-\frac{E}{932}
ตอบ 4. \frac{6.02\times10^{21}}{2^{5}}\frac{\ln{(2)}}{T}
วิธีทำ
หาจำนวนนิวเคลียสที่เหลือ
จาก N=\frac{N_0}{2^{t/T}}
แทนค่า N=\frac{0.01A}{2^{5T/T}}
N=\frac{(0.01)(6.02\times{10}^{23})}{2^5}
N=\frac{6.02\times{10}^{21}}{2^5} นิวเคลียส
หากัมมันตภาพ
จาก A=\lambda N
แทนค่า A=\frac{\ln{(2)}}{T}\frac{6.02\times10^{21}}{2^{5}}
ดังนั้น กัมมันตภาพ (อัตราการแผ่รังสี) จะมีค่า \frac{6.02\times10^{21}}{2^{5}}\frac{\ln{(2)}}{T} นิวเคลียสต่อวินาที
ผู้อยู่เบื้องหลังการจัดทำคอร์สเรียนร่วมกับพี่ติวเตอร์
และผู้เขียนบทความวิชาการฟิสิกส์ของสถาบัน SmartMathPro
ทีมวิชาการฟิสิกส์
ผู้อยู่เบื้องหลังการจัดทำคอร์สเรียนร่วมกับพี่ติวเตอร์
และผู้เขียนบทความวิชาการฟิสิกส์ของสถาบัน SmartMathPro
สำหรับน้อง ๆ ที่สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม รวมถึงติดตามข่าวสารต่าง ๆ ที่อัปเดตอย่างเรียลไทม์ ได้ที่
Line : @smartmathpronews
FB : Pan SmartMathPro ติวคณิต By พี่ปั้น
IG : pan_smartmathpro
X : @PanSmartMathPro
Tiktok : @pan_smartmathpro
Lemon8 : @pan_smartmathpro